Archive

Love and Money: The best of British design now ทำสิ่งที่รักให้เป็นเงิน 20 ธุรกิจงานออกแบบอังกฤษ

Description

วันที่จัดแสดง : 20 กรกฎาคม – 16 กันยายน 2550 สถานที่ : ห้องนิทรรศการ 2 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์

Subject

Design / British Council / Business / British / creative / economy / tcdcarchive

Details

Released 20 July 2007
File Format text/html
Print

Love and Money: The best of British design now ทำสิ่งที่รักให้เป็นเงิน 20 ธุรกิจงานออกแบบอังกฤษ

นิทรรศการที่ทางบริติชเคาน์ซิลและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งอังกฤษร่วมนำเสนอ 20 ตัวอย่างธุรกิจการออกแบบชั้นนำจากอังกฤษพร้อมผลงานยอดเยี่ยมที่ประสบความสำเร็จทั้งเงินและกล่อง อาทิ หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน กับการพลิกยอดขายให้เติบโตสวนกระแสด้วยการปฏิวัติรูปแบบหนังสือพิมพ์ให้มีขนาดเหมาะมือนักอ่าน โธมัส เฮเธอร์วิก สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษกับสะพานคนเดินข้ามที่สามารถม้วนตัวขึ้นเป็นรูปแปดเหลี่ยม

รักหรือเงิน ทำไมต้องเลือก

คงเป็นคำถามน่าปวดหัวสำหรับนักออกแบบหรือเจ้าของบริษัทเพราะใคร ๆ ก็ไม่คิดว่าเรื่องของความคิดสร้างสรรค์กับเงินเป็นเรื่องเดียวกันแต่การสร้างงานออกแบบที่ดีก็สามารถทำสิ่งที่รักให้เป็นเงินได้

20 งานออกแบบจากอังกฤษนี้คือ 20 หนทางที่แตกต่างกัน เพราะไม่มีสูตรสำเร็จเดียวในการตอบโจทย์ “รักและเงิน” แต่ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นในอุดมการณ์ของนักออกแบบที่ค้นพบตัวเองท่ามกลางแรงกดดันและโอกาสในโลกธุรกิจ

ธุรกิจค้าขายจินตนาการบนเกาะอังกฤษ

อุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์คืออุตสาหกรรมที่เจริญเร็วที่สุดของระบบเศรษฐกิจอังกฤษและพัฒนาสูงขึ้นเป็นกระแสหลักของเศรษฐกิจประเทศ สามารถสร้างเม็ดเงินของผลิตภัณฑ์มูลค่ารวมได้ถึง 38.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นถึง 8.2 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มูลรวมประชาชาติโลก ตั้งแต่ช่วงปี 1997 ถึง 2004 วงการอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์อังกฤษมียอดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 6 เปอร์เซ็นต์ ถือได้เป็นสองเท่าของเศรษฐกิจทั้งประเทศ

ผลงานโดดเด่นพลิกวงการจากฝีมือนักออกแบบอังกฤษปรากฏขึ้นในแวดวงการพิมพ์ การสร้างแบรนด์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งล้วนแต่เป็นธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วและมีจุดประสงค์ในเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันอังกฤษยังได้ผลิตนักออกแบบที่มีความสามารถรอบด้านจำนวนมากในการสร้างชื่อเสียงด้วยการทดลองสิ่งใหม่ ๆ ทั้งรูปแบบ วัสดุ กระบวนการ และความหมาย ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมการผลิตในอังกฤษจะตกอยู่ใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่กิจการขนาดเล็กจำนวนหนึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดีในด้านการออกแบบ วิศวกรรม และเทคนิคการผลิตชั้นสูง ซึ่งเป็นความโดดเด่นของอังกฤษมาตั้งแต่ช่วงกลางปีคริสตศตวรรษที่ 18 สมัยสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย

ผลงานการออกแบบที่ดีมีค่าเท่ากับความหมายสูงสุดทางวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นภายใต้โจทย์เชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหุ้นส่วนทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมที่อยู่เบื้องหลังผลงานก่อสร้างอันโดดเด่นกับแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมเหนือธรรมดาหรือนักออกแบบแฟชั่นหน้าใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจค้าปลีกซึ่งทำให้ผลงานบนแคตวอล์กและสินค้าในร้านสัมพันธ์กันอย่างดี และแวดวงธุรกิจแฟชั่นขนาดเล็กที่นำศิลปะ หัตถกรรมและความแปลกตาที่เนรมิตขึ้นสำหรับแฟชั่นโชว์รวมเข้ากับคอลเลคชั่นชิ้นเด่นเพื่อการค้าขายในชีวิตจริง เหล่านี้คือความสามารถในการรักษาดุลยภาพระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจและความสำเร็จเชิงพาณิชย์ ดังเช่นที่บริติส เคานซิลและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งสหราชอาณาจักรได้นำเสนอ 20 โครงการออกแบบกับเรื่องราวการเดินทางไปสู่จุดหมายดังกล่าวนี้

สงครามเศรษฐกิจยุคใช้ไอเดียเป็นอาวุธ

ในปัจจุบัน “ไอเดีย” กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศในยุค “เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (creative economy)” ตัวเลขยอดรวมรายได้ทั่วโลกของอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์สามารถทำเงินได้ถึง 109.27 ล้านล้านบาทซึ่งคิดเป็นถึง 7 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มูลรวมประชาชาติโลกและคาดว่าตัวเลขจะพุ่งสูงขึ้นถึง 11 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2015

อังกฤษตั้งตัวเองเป็น “ศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ (creative hub)” แหล่งรวบรวมและผลิตผลงานสร้างสรรค์ในแขนงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ หัตถกรรม ผลิตภัณฑ์ แฟชั่น สถาปัตยกรรม ไปจนถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ งานเขียน อุตสาหกรรมบันเทิง ระบบการศึกษา มหาวิทยาลัย และนโยบายระดับประเทศอย่างโครงการ ครีเอทีฟ ลอนดอน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของบุคคลและบริษัทออกแบบ

อุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของอังกฤษมีมูลค่ารวม 413,000 ล้านบาท กว่า 60 เปอร์เซ็นต์คือค่าไอเดียที่นับเป็นเงินได้ถึง 280,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าในเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21 ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดคือ ปัญญาและองค์ความรู้ สำหรับประเทศไทยอาจหมายถึง แนวคิด ทัศนคติ วิถีชีวิต จิตวิญญาณ กระทั่งค่านิยมที่ถูกมองข้าม

หากประเทศไทยต้องการอยู่รอดบนเวทีโลกที่ผู้ผลิตรายใหญ่แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำกว่าคงต้องหันมาผลิตสินค้าและบริการด้วยการบริหาร “เงินทุน” และ “ความคิดสร้างสรรค์” บนจุดยืนของ “สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม” และ “ทักษะเฉพาะถิ่น”

ลงทุนด้วยจินตนาการไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

ธุรกิจที่เติมเต็มด้วย “รัก” คือธุรกิจที่ใส่ใจในวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ใช้สอย การแสวงหาตัวตนของคนในสังคม หรืออิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อมุมมองใหม่ ความคิดสร้างสรรค์คือเครื่องมือที่ปรุงแต่งความต้องการของตลาดให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่จับต้องได้จริง

20 Design Business

4 Creative

โฟร์ครีเอทีฟ ทีมออกแบบภายในของสถานีโทรทัศน์ชาแนลโฟร์ประกอบไปด้วยกลุ่มคนหัวกะทิ จากวงการโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ การตลาด การออกแบบ และการผลิตงานโฆษณาที่ต่างทำงานเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นคือ การสร้างงานออกแบบที่ดีไม่ว่าจะเป็นสื่อรูปแบบใดก็ตาม

เพราะความสำเร็จของงานออกแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากนักออกแบบแต่เพียงฝ่ายเดียวการผลิตงานที่มีความสร้างสรรค์สูงสุดในบรรยากาศการทำงานที่ดีที่สุดคุณจะต้องมีลูกค้าชั้น 1 ด้วย เบร็ตต์ ฟอเรเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของโฟร์ครีเอทีฟกล่าว เขาโชคดีที่ทำงานให้ลูกค้าที่มีจุดยืนขององค์กรในการสนับสนุนงานความคิดสร้างสรรค์เพื่อสังคม โฟร์ครีเอทีฟก่อตั้งเมื่อปี 2001 โดยมีพนักงานประจำทั้ง 22 คนทำหน้าที่สร้างตราสัญลักษณ์ “4” ที่ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันอย่างดีให้แก่สถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักรด้วยรูปแบบของรูปทรงเรขาคณิต 9 ชิ้นเรียงต่อกัน

การปรับโฉมสถานีเมื่อปี 2005 สถานีโทรทัศน์ชาแนลต้องการ ก้าวนำสถานีโทรทัศน์อื่น ๆ ด้วยการปรับปรุงการสื่อสาร เพิ่มเนื้อหาสาระและที่สำคัญที่สุดสำหรับฟอเรเกอร์ก็คือ “การใส่องค์ประกอบที่ทำให้คนตกตะลึงกลับเข้าไปในแบรนด์สถานีโทรทัศน์ชาแนลโฟร์”

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในการปรับโฉมสถานีครั้งนั้นคือการออกอากาศของชุด “ตราสัญลักษณ์สถานี” จำนวน 12 เรื่อง โดยแต่ละเรื่องเป็นเทคนิคภาพยนตร์ผสมกับดิจิตอลแอนิเมชันที่นำองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อมมาเรียงร้อยกันเป็นเลข 4 ที่ผู้ชมคุ้นตา ซึ่งมีความแตกต่างจากตราสัญลักษณ์สถานีที่เป็นงานกราฟิกแบบสองมิติทั่ว ๆ ไป ตราสัญลักษณ์สถานีของชาแนลโฟร์เรื่องแรกใช้เสาไฟฟ้าและโครงการบ้านจัดสรรของรัฐเป็นตัวสื่อสาร แต่ทางสถานีกังวลว่าภาพที่ออกมาจะดูแห้งแล้งไร้ความรื่นรมย์ดูเป็นอังกฤษมากเกินไป หนังชุดที่สองจึงเป็นการแสดงสุนทรียะแบบอเมริกันอย่างชัดเจนผ่านป้ายไฟนีออนของร้านอาหารข้างทางไฮเวย์ ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์ข้อหนึ่งของสถานีโทรทัศน์ชาแนลโฟร์ที่มีหุ้นส่วนเป็นชาวต่างชาติและชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในขณะที่ผลการตอบรับของรายการโทรทัศน์ทั่วไปสามารถวัดได้จากจำนวนผู้ชมและการลงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ประสิทธิผลของตราสัญลักษณ์ใหม่นี้วัดเป็นตัวเลขได้ยากกว่า แม้จะได้รับรางวัลจากวงการโทรทัศน์มากมาย แต่เสียงสะท้อนจากผู้คนที่พูดถึงตราสัญลักษณ์เหล่านี้ทั้งในโรงอาหารบริษัท บนรถประจำทาง และในที่ทำงานในวันรุ่งขึ้นต่างหากที่เป็นเครื่องชี้วัดได้ดีที่สุดว่าผลงานชิ้นนี้ได้สร้างพลังที่มีความหมายลึกซึ้งแก่ชาแนลโฟร์มากกว่าการเป็นเพียงโฆษณาวูบนึงบนจอทีวีเท่านั้น

Adams Kara Taylor

งบประมาณการผลิตไม่ใช่อุปสรรคของการออกแบบเสมอไป

“สถาปนิกหลายคนอยากทำงานกับบริษัท อดัมส์ คารา เทย์เลอร์ เพราะเราพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถถ่ายทอดแนวคิดที่ซับซ้อนของพวกเขาออกมาเป็นงานรูปธรรมได้อย่างคุ้มทุน” นี่เป็นคำบอกเล่าของฮานิฟ คารา ผู้ก่อตั้งบริษัทวิศวกรรมโครงสร้าง อดัมส์ คารา เทย์เลอร์ (เอเคที) ร่วมกับอัลเบิร์ต เทเลอร์ และร๊อบบิน อดัมส์ เมื่อปี 1995 ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา เอเคทีได้ร่วมงานกับสถาปนิกชั้นนำของอังกฤษหลายคนอาทิ วิลอันสอป และซาฮา ฮาดิด ปัจจุบันเอเคที มีพนักงาน 104 คนและมีผลประกอบการ 7 ล้านปอนด์

เอเคทีเติบโตขึ้นด้วยความเชี่ยวชาญการออกแบบด้วยซอฟต์แวร์และทักษะทางวิศวกรรมดั้งเดิมในการทำงานร่วมกับสถาปนิกบทบาทสำคัญคือการเนรมิตรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อนให้เป็นงานโครงสร้าง เช่น การเปลี่ยนสะพานลอยคนข้ามออกแบบโดยบริษัทฟิวเจอร์ ซิสเต็ม ที่เป็นชิ้นยาวต่อกันเป็นเนื้อเดียวให้กลายเป็นชิ้นส่วนที่สามารถผลิตได้จริงในโรงงาน การสื่อสารโดยตรงกับผู้รับเหมาทำให้เอเคทีสามารถถ่ายทอดความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับวัสดุและกระบวนการต่าง ๆ ไปยังสถาปนิกเพื่อหาหนทางแก้ไขโครงสร้างที่ดีที่สุด

กลยุทธ์ของเอเคทีอยู่ที่การทำกำไรได้มากพอที่จะรักษาระดับการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา เช่น โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เวสต์ ไชร์ส ของบริษัท จอห์น ลูอิส พาร์ทเนอร์ชิป มูลค่า 38 ล้านปอนด์ออกแบบโดยบริษัท ฟอเรนจ์ ออฟฟิศ อาร์คิเต็คท์ ทางเอเคทีได้ริเริ่มใช้โปรแกรมดิจิตอล โปรเจคท์ซึ่งดัดแปลงจากซอฟต์แวร์ของแวดวงการบินเพื่อใช้เป็นระบบบริหารข้อมูลเฉพาะด้วยวิธีการรวมข้อมูลดิบเข้ากับการคำนวณทางเรขาคณิต

แม้บางทีจะรับทำโครงการที่ไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไรนัก แต่เอเคทีก็ยังกระตือรือร้นว่าการทำสิ่งก่อสร้างที่เต็มไปด้วยจินตนาการภายใต้งบประมาณอันจำกัดนั้นเป็นไปได้ ทางบริษัทสามารถตอบโจทย์บริษัท ฟิลด์เดน เคล็กก์ แบรดลีย์ ในการผสาน “ความยั่งยืนของสิ่งก่อสร้าง” เข้ากับ “การตระหนักในความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสถานที่” กับการออกแบบอาคารสำนักงานใหญ่ เนชั่นแนล ทรัสต์ แห่งใหม่ที่เมืองสวินดอน แม้ทั้งสองประเด็นนี้มักถูกมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็นในการก่อสร้างโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ก็ตาม ผลสำเร็จของโครงการนี้คือการได้รับคะแนน “ยอดเยี่ยม” จากมาตรฐานการควบคุมคุณภาพงานออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ และรางวัลชนะเลิศการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมของรีบา ซัวเทน นาบิลิตี้ อวอร์ดส์ ประจำปี 2006

“คนทั่วไปมักพูดว่าการออกแบบดี ๆ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น” คารากล่าว แต่พวกเขาไม่เคยพูดต่อให้จบเลยว่า “สูงขึ้นมากแค่ไหน” และ “เราจะได้อะไรตอบแทนกลับคืนมาถ้าลงทุนเพิ่มเช่นนั้นไป”

Tom Dixon

ไม่จำเป็นต้องจบโรงเรียนศิลปะหรือมหาวิทยาลัยด้านการตลาดที่มีชื่อเสียง ทอม ดิ๊กสันได้พิสูจน์แล้วว่านักเรียนศิลปะที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน แต่ใช้เวลาว่างในการศึกษาซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ด้วยตัวเองสามารถผสมผสานทักษะการออกแบบและมุมมองเชิงพาณิชย์ให้กลายเป็นนักคิด นักออกแบบชื่อดังและนักธุรกิจชั้นนำผู้คุมบริษัทออกแบบระดับโลก

ทอม ดิ๊กสัน เริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงทศวรรษ 1980 ในฐานะนักออกแบบมาดร็อกแอนด์โรลที่เรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยตัวเองกับการสร้างเฟอร์นิเจอร์จากเศษเหล็กเชื่อม ดิ๊กสันได้รับการยกฐานะเป็น “นักออกแบบ” อย่างเป็นทางการเมื่อแคปเปลลินี บริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อิตาลีตัดสินใจผลิตเก้าอี้รูปตัวเอสที่เขาออกแบบ ตั้งแต่ปี 2001 - 2005 เขารับหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของฮาบิแทต ยูเค เครือร้านค้าปลีกชั้นนำและยังคงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษามาจนทุกวันนี้ ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา บริษัท ทอม ดิ๊กสัน จำกัดได้ร่วมทุนกับบริษัทอาร์เท็ค ที่ก่อตั้งโดย อัลวาร์ อัลโต สถาปนิกชาวฟินแลนด์ผู้เป็นตำนานเพื่อช่วยกู้ธุรกิจบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่กำลังจะหมดความนิยมไปในปัจจุบัน

สตูดิโอออกแบบของดิ๊กสันในกรุงลอนดอนมีพนักงานราว 22 คน หลายคนทำงานให้ทางบริษัท ทอม ดิ๊กสัน จำกัด และบริษัท อาร์เท็ค ผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ให้แสงสว่างยี่ห้อ ทอม ดิ๊กสันมีรูปลักษณ์ที่หรูหรา มีเสน่ห์ มักเหมาะสำหรับอพาร์ตเม้นท์ตัวอย่าง บาร์และภัตตาคาร ส่วนผลงานของอาร์เท็คมีรูปแบบที่อิงธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด ใช้วัสดุสีอ่อนรูปทรงสไตล์โมเดิร์นแบบสแกนดิเนเวีย “การซึมซับความใหม่” คือความท้าทายที่อาร์เท็คต้องเผชิญในทศวรรษที่ 21 แม้พนักงานที่จงรักภักดีต่ออาร์เท็คจะต่อต้านความเปลี่ยนแปลงนี้ ดิ๊กสันก็ทราบดีว่าอาร์เท็คสามารถขยายตลาด “รถเข็นรูปทรงโดดเด่นของอัลโต” ได้เป็นสองเท่าด้วยการพ่นสีใหม่ที่คนนิยม แนวคิดนี้ทำให้รถเข็นอัลโตกลายเป็นสินค้าทันสมัยที่ไม่ว่าที่ไม่ได้วางอยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น ส่วนบีต ไลทส์ ผลงานจากบริษัท ทอม ดิ๊กสัน จำกัด กลับมีแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับผลงานการออกแบบโคมไฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหยือกน้ำทองเหลืองของหญิงชาวอินเดีย ดิ๊กสันได้เลือกใช้ช่างฝีมือในอินเดียเป็นผู้ผลิตเพื่ออนุรักษ์ไว้ซึ่งฝีมือหัตถกรรมท้องถิ่นที่กำลังสูญหาย อันเป็นการ “ทำสิ่งที่เกือบจะสูญหายไปให้กลับมาทำกำไร”

ช่วงที่อยู่ฮาบิแทต ดิ๊กสันได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทําธุรกิจเพื่อที่งานออกแบบจะได้ “ไม่เป็นเพียงการสร้างรูปแบบ แต่เป็นการพัฒนาระบบและผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ ขึ้นเป็นแบรนด์” แม้เก้าอี้รูปตัวเอสของเค้าจะเป็นผลงานที่ทำเงินได้สูงสุดและเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่จำหน่ายได้ปีละประมาณ 400 ตัวแต่ประดิษฐกรรมเล็ก ๆ หลายชิ้นที่ฮาบิแทตจำหน่ายได้นั้นก็มีมูลค่าหลายล้านปอนด์ อาทิ โคมไฟ การ์แลนด์ ออกแบบโดย ทอร์ด บูนท์เช จำหน่ายปลีกที่ในราคาเพียง 15 ปอนด์ แม้ในทุกวันนี้ทอม ดิ๊กสันจะมีทั้งประสบการณ์ในเชิงพาณิชย์และประสบความสำเร็จในอาชีพนักออกแบบแล้ว แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นในปรัชญาที่เรียบง่าย “สิ่งที่ผมรักคือสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ และต่อจากนั้นผมก็คิดหาทางว่าจะทำเงินจากสิ่งนั้นได้อย่างไร

Established & Sons

เอสคาบลิชด์ แอนด์ ซันส์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในมิลาน เฟอร์นิเจอร์ แฟร์ ปี 2005 ด้วยผลงานเฟอร์นิเจอร์ 8 ชิ้นจากนักออกแบบที่โด่งดังที่สุดในอังกฤษได้แก่ บาร์เบอร์ ออสเกอร์บี, ฟิวเจอร์ ซิสเต็ม, ซาฮา ฮาดิด, มาร์ค โฮล์มส์, ไมเคิล แมเรียต, อเล็กซานเดอร์ เทย์เลอร์, เซบาสเตียน รองก์ และไมเคิล ยัง ด้วยความมุ่งมั่นใน “การตอกย้ำความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการผลิตของอังกฤษให้กับคืนมาสู่สังคมอีกครั้ง” เอสตาบลิชด์ แอนด์ ซันส์ ได้พัฒนาเครือข่ายโรงงาน แหล่งผลิตและช่างเทคนิคโดยส่วนสำคัญที่สุดคือการร่วมมือกับคาปาโร กลุ่มบริษัทเอกชนที่มีฐานธุรกิจในอังกฤษซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตชั้นสูงทางด้านเหล็กกล้า รถยนต์และวิศวกรรมอุตสาหการ ทำให้เกิดการผสมผสานความสามารถและทักษะด้านการออกแบบและเทคนิคการผลิต เอสตาบลิชด์ แอนด์ ซันส์จึงสามารถผลิตงานคุณภาพสูงได้พิเศษแตกต่างจากบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ในยุโรปที่อื่น ๆ

หนึ่งปีให้หลัง เอสตาบลิชด์ แอนด์ ซันส์ ได้สร้างชื่อเสียงมากมายไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้วัสดุและเทคนิคการผลิตที่หลากหลาย อีกทั้งด้านการทำการตลาดที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น รูปแบบบัตรเชิญและเอกสารแจกนักข่าวกับเทคนิคการทำพื้นผิวที่พิเศษ เว็บไซต์ของบริษัทที่มีความแจ่มชัดในรูปแบบและอัดแน่นด้วยเนื้อหารวมไปถึงงานเลี้ยงทันสมัยไม่มีใครเทียบ ทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบที่สร้างความรู้สึกถึง “จุดประสงค์อันยิ่งใหญ่” ของบริษัทในการมุ่งหวังผลิตงานออกแบบชั้นสูงคุณภาพอังกฤษสู่ระดับโลก อลาสแดร์ วิลลิส ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักพิมพ์และผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารวอลเปเปอร์ได้ก่อตั้งทีมงานที่มีภูมิหลังด้านงานสร้างสรรค์และธุรกิจ อันประกอบไปด้วย อังกาด พอล ประธานกรรมการคาปาโร สองนักออกแบบมาร์ค โฮล์มส์ และเซบาสเตียน รองก์ และสุดท้ายทามารา แคสเปอร์ส ผู้คร่ำหวอดในวงการค้าปลีก ร่วมด้วยบริษัทออกแบบกราฟิก เมดธอท ในการสร้างบริษัทออกแบบครบวงจรที่นำเสนอทั้งผลิตภัณฑ์ การสร้างตราสินค้า บรรจุภัณฑ์ และการออกแบบนิทรรศการ

“โคมไฟ โฟล์ด” ออกแบบโดย อเล็กซานเดอร์ เทย์เลอร์ ในงานเปิดตัวบริษัทเมื่อปี 2005 เดิมทำจากโลหะแผ่นเพียงชิ้นเดียวและตกแต่งด้วยเส้นเคเบิ้ลถักแบบดั้งเดิมส่วนกระจกโค้งแขวนผนังของเซบาส เตียน รองก์ มีข้อต่อบานพับทรงกลมทำจากโลหะเป็นส่วนประกอบและสามารถหมุนได้บนแกนสามแกนผลงานทั้งสองชิ้นนี้สะท้อนอิทธิพลของวิศวกรรมอุตสาหการอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็เป็นผลงานออกแบบที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร วิลลิสให้ความเห็นเรื่องความสำคัญของความหลากหลายว่า “เราค่อนข้างเห็นแก่ตัวกันพอสมควร เราอยากผลิตผลงานออกแบบที่เราต้องการเป็นเจ้าของเสียเอง การทำเช่นนี้บางครั้งก็ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ บางครั้งก็ไม่ แต่ตราบใดที่เรายังรักษาสมดุลนั้นไว้ได้ เราก็จะไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่และยังทำธุรกิจต่อไปได้”

เฟอร์นิเจอร์ปลุกใจรักชาติ

ใครจะนึกว่าการผสมเทคนิคผลิตรถยนต์ชั้นสูงกับงานเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยคือวิธีปลุกใจคนในชาติ จุดยืนทางธุรกิจของ เอสตาบลิชด์ แอนด์ ซันส์ ที่กลายเป็นกำลังสำคัญในการรื้อฟื้นตำนานความเป็นผู้นำการผลิตชั้นสูงให้กลับคืนมาสู่อังกฤษอีกครั้ง การต่อยอดธุรกิจของสองอุตสาหกรรมและการสร้าง “แบรนด์อังกฤษ” ให้กลับมาตีตลาดโลกคือสิ่งที่ได้มากกว่าเฟอร์นิเจอร์คุณภาพเยี่ยม เอสตาบลิชด์ แอนด์ ซันด์ ให้เหตุผลเบื้องหลังวิสัยทัศน์นี้ว่าหากงานชิ้นไหนคุณภาพดี มีราคาเหมาะสม แถมติดป้าย “มาตรฐานอังกฤษ” แล้วจะมีเหตุผลอะไรอีกที่คนในชาติไปซื้อของจากที่อื่น

Foreign Office Architects

“เราจะไม่รับทำโครงการโดยวัดจากมูลค่าของสัญญาหรือค่าจ้างเป็นหลัก แต่จะพิจารณาจากระดับความคิดสร้างสรรค์ที่บริษัทจะได้ใช้” ฟาร์ซีด มูซาวี สถาปนิกเชื้อสายอิหร่านและอเลฮานโดร ซาเอราโปโล เพื่อนร่วมอาชีพชาวสเปนตั้งบริษัทสถาปนิกฟอเรนจ์ ออฟฟิศ อาร์คิเต็คท์ส (เอฟโอเอ) ขึ้นเมื่อปี 1995 ในปีเดียวกันที่ทั้งคู่ชนะการแข่งขันระดับนานาชาติในการออกแบบอาคารท่าเรือข้ามฟากเมืองโยโกฮามา รูปทรงที่เหนือธรรมดาของอาคารหลังนี้ทำให้เอฟโอเอเป็นที่จับตามอง ในช่วงสองปีที่ผ่านมาบริษัทขยายตัวจากเดิมที่มีพนักงานเพียง 12 คน เป็น 29 คนซึ่งแสดงให้เห็นว่าเอฟโอเอกลายเป็นดาวรุ่งที่โดดเด่นในวงการออกแบบ โครงการของบริษัทในขณะนี้มีตั้งแต่บ้านพักตากอากาศส่วนตัวในประเทศสเปนมูลค่า 1.6 ล้านปอนด์ไปจนถึงอาคารสำนักงานในกรุงลอนดอนมูลค่า 350 ล้านปอนด์

มูซาวีให้ความเห็นว่า ในปัจจุบันแรงกดดันที่เกิดขึ้นในการทำงานร่วมกันของสถาปนิกกับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้เริ่มผ่อนคลายลงแล้ว และในฐานะที่เป็นสถาปนิกผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมในการทำแผนแม่บทมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2012 ที่กรุงลอนดอน มูซาวีตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่า การออกแบบสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการได้และจำเป็นต้องทำให้ได้เช่นนั้นด้วย “ทำอย่างไรโครงการทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมที่ใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้จึงจะทิ้งมรดกไว้ให้คนรุ่นหลังในรูปของสะพาน ถนน และพื้นที่ที่จะจุดประกายให้เกิดการเชื่อมโยงต่อไปในอนาคตและเปิดโอกาสให้มีการก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีกได้”

ผลงานสถาปัตยกรรมกึ่งท้องถิ่นกึ่งสากลคือจุดยืนการออกแบบของเอฟโอเอ และเมื่อได้รับการว่าจ้างให้ออกแบบพาวิลเลี่ยนประเทศสเปนในงานเอ็กซ์โป 2005 ที่ประเทศญี่ปุ่น (Spanish Pavillion, Aichi Expo 2005) เอฟโอเอได้ผสมผสานแนวคิดทางสถาปัตยกรรมสเปนและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน “ผิว” ภายนอกของอาคารนี้ปูด้วยกระเบื้องรูปทรงต่างกันเล็กน้อย 6 แบบประกอบกัน ทำให้นึกถึงงานบานหน้าต่างสลักลวดลายดั้งเดิมแบบสเปน และยังสะท้อนแนวคิด “เอนกาวา” ของญี่ปุ่นซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่อยู่ระหว่างกลางอีกด้วย

หากเป็นบริษัทอื่นอาจเป็นเรื่องแปลกที่โครงการเล็ก ๆ กลายเป็นงานที่บริษัททุ่มเทให้เป็นอย่างมาก เช่น ในกรณีของอาคารสำนักงานของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในประเทศเกาหลีที่พื้นที่โครงการตั้งอยู่นอกกรุงโซล ซึ่งที่นั่นไม่มีเรื่องราวใด ๆ เป็นแรงบันดาลใจให้สถาปนิกใช้เป็นแนวคิดในการทำงานได้ ทางเอฟโอเอจึงเพิ่มความหลากหลายในการออกแบบโดยเลือกใช้วิธีการห่อหุ้มพื้นที่หลักสามชั้นของอาคารด้วยพื้นผิวพิเศษที่สามารถมองทะลุออกไปเห็นสวนไผ่หรือสวนหินด้านนอกได้แทน

Graphic Thought Facility

กราฟฟิก ธอท ฟาซิลิตีบริษัทที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบริษัทออกแบบกราฟิกที่ดีที่สุดของโลกได้เริ่มต้นเส้นทางธุรกิจการออกแบบด้วยเงินที่รวบรวมมาจากโครงการกู้ยืมเพื่อธุรกิจของรัฐบาลอังกฤษ การสอนพิเศษ และการเล่นเกมล่ารางวัลในการซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของบริษัท

หลังจบมหาวิทยาลัย พอล นีล และแอนดี้ สตีเวนส์ เริ่มทำงานในสตูดิโอออกแบบเดียวกันและเพียงไม่นานพวกเขาก็เห็นชัดว่าหากรวมตัวกันก็จะสามารถรักษาความฝันตลอดกาลของนักออกแบบกับ “การได้ทำในสิ่งที่อยากทำ” จึงทำให้เกิดกราฟฟิก ธอท ฟาซิลิตี (จีทีเอฟ) บริษัทออกแบบกราฟฟิกที่ประสบความสำเร็จสูงสุดและมีผลงานมากที่สุดในหมู่นักออกแบบรุ่นเดียวกันขึ้น ลูกค้าของจีทีเอฟมีตั้งแต่วงการศิลปะวัฒนธรรม งานพาณิชย์และงานออกแบบผลิตภัณฑ์ของตัวบริษัทเอง ผลงานที่ทำให้แก่ลูกค้าในสายงานวัฒนธรรม การค้าปลีกและสำนักพิมพ์ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมานั้นมีความเสมอต้นเสมอปลายอย่างยิ่งในด้านแนวคิดการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ด้านทัศนศิลป์ ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายชิ้นที่ติดอยู่ในกลุ่มผลงานการออกแบบกราฟิกที่น่าประทับใจที่สุดที่นักออกแบบอังกฤษได้สร้างขึ้นในช่วงยุคนี้

แม้นีลจะยอมรับว่างานของจีทีเอฟมีความคาบเกี่ยวและคลุมเครืออยู่บ้าง แต่เขาได้แบ่งประเภทงานออกเป็นงาน “แรงจูงใจ” ที่มีศักยภาพทางการสร้างสรรค์สูง งานที่มีงบประมาณมากและมีการหมุนเวียนพอสมควร และงานที่เป็นบันไดไปสู่แง่มุมใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในธุรกิจ ซึ่งงานประเภทหลังนี้นับวันมีแต่ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากทางสตูดิโอได้เติบโตขึ้นและตระหนักว่า บริษัทนั้นได้พัฒนามาจาก “การยึดหลักงานที่เข้ามาหาบริษัทเอง” มากกว่าสนใจในการนำเสนอตัวเองกับใคร ๆ

งานของจีทีเอฟร้อยละ 90 อยู่ในกรุงลอนดอน ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่ใช้บริการของสตูดิโออย่างต่อเนื่องได้แก่ ฮาบิแทต, มาร์คส์ แอนด์ สเปนเซอร์,โรงแรมดิลลอน, โรงละครเชคสเปียร์โกลบ และมหกรรม ฟรีซ อาร์ต แฟร์ นีลชี้ว่า แม้แต่ลูกค้าจากวงการค้าปลีกก็ยังมีแง่มุมทางวัฒนธรรมอันหมายถึงความสนใจในศิลปะและงานออกแบบ เขาอธิบายว่ามาร์คส์ แอนด์ สเปนเซอร์ บริษัทค้าปลีกสัญชาติอังกฤษที่มีสาขาอยู่ทั่วไปนั้นมีอิทธิพลต่อวิธีการทำงานของจีทีเอฟ แต่พวกเขาไม่เคยบังคับให้ทางสตูดิโอนำเสนอตัวเองในแบบที่ไม่เป็นจริงเลย “พวกเขามาหาเราเพราะต้องการงานออกแบบ ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาด พวกเขาจึงไม่คาดหวังในสิ่งที่ไม่เป็นจริง”

ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา จีทีเอฟมีหุ้นส่วน 3 คนและพนักงาน 4 คน ความท้าทายสำหรับพวกเขา คือการดำรงความเป็นสตูดิโอขนาดเล็กไปพร้อม ๆ กับการขยายศักยภาพในการสร้างสรรค์ ผลประกอบการของสตูดิโอไม่เคยเกิน 1 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งพวกเขาบอกว่า “ส่วนใหญ่มักจะเกินครึ่งล้าน เราอยากจะทำเงินมากกว่านี้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราต้องสนใจในงานที่ทำ”

The Guardian

ในบรรดาหนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ เดอะ การ์เดียน ตั้งขึ้นจากกองทุนส่วนบุคคลไม่ใช่สำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์อย่างฉบับอื่น จึงมีเอกลักษณ์ในการนำเสนอข่าวแบบเปิดกว้างเสรีนิยม แต่ในสภาวะการบริโภคหนังสือพิมพ์ที่ลดลงในปี 2003 เดอะ การ์เดียนจำเป็นต้องแข่งขันในตลาดให้ได้ และเร่งเห็นว่าหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่นั้นดูเทอะทะและโบราณมากขึ้นทุกที จึงลงทุนเป็นจำนวนเงินถึง 80 ล้านปอนด์เพื่อพัฒนารูปเล่มใหม่และสร้างแป้นพิมพ์ขึ้นใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น เดอะ การ์เดียนจึงเป็นเจ้าแรกที่ปฏิวัติวงการหนังสือพิมพ์อังกฤษด้วยการนำเสนอหน้ากระดาษขนาดใหม่ “เบอร์ลินเนอร์” ที่สามารถรักษาจิตวิญญาณความเป็นหนังสือพิมพ์แบบเดิมไว้บางส่วน แต่เป็นมิตรมากขึ้นด้วยขนาดที่เล็กลง

เดอะ การ์เดียน มีความผูกพันกับงานออกแบบมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่การประสบความสำเร็จอย่างสูงกับการปรับโฉมอย่างพลิกวงการเมื่อปี 1988 โดยเดวิด ฮิลแมน ที่ดำเนินการออกแบบกับทีมงานภายในซึ่งเป็นวิธีที่แทบไม่มีใครทำในธุรกิจนี้ สำหรับรูปเล่มใหม่ในปี 2003 นั้นนับเป็นความท้าทายด้านการออกแบบอย่างยิ่งสำหรับทีมงานภายใต้การนำของมาร์ค พอร์ตเตอร์ ที่ทำงานร่วมกับ สองนักออกแบบตัวอักษรผู้โด่งดังพอล บาร์นส์ และ คริสเตียน ชวาร์ทช์ ในการออกแบบตัวอักษรตระกูลใหม่ และร่วมกันพัฒนารูปแบบการจัดหน้าเพื่อรองรับรายงานข่าวปริมาณมหาศาลบนหน้ากระดาษที่เล็กลง ส่วนความท้าทายทางธุรกิจคือการโน้มน้าวให้บริษัทโฆษณายอมรับรูปเล่มแบบเบอร์ลินเนอร์ที่ไม่เคยมีผู้ใช้มากก่อนเลยในประเทศอังกฤษ

การออกแบบในครั้งนั้นได้รวบรวมนวัตกรรมหลายอย่างที่ตอบสนองพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไป ส่วนสำคัญคือการนำเสนอประสบการณ์ที่สร้างความพอใจให้แก่ผู้อ่านที่มีเวลาน้อยซึ่งผลักดันให้เดอะ การ์เดียนนำวิธีการออกแบบที่เน้นภาพเข้ามาใช้ เช่น ภาพพาดตรงกลางหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งสองแผ่นของคอลัมน์ อาย วิทเนสส์ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแผนที่ แผนผัง และกราฟอีกด้วย

ไม่มีเสียงสะท้อนในเชิงต่อต้านจากผู้อ่านแต่อย่างใดกับการเปิดตัวรูปเล่มใหม่ในเดือนเมษายนปี 2006 แม้ในสภาวะการเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เดอะ การ์เดียนสามารถทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นในขณะที่หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นมียอดขายตกลงกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ เดอะ การ์เดียนตระหนักดีว่า แม้ประสบความสำเร็จเช่นนี้ก็ไม่อาจรักษายอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ในรูปกระดาษต่อไปได้ตลอดกาล เดอะ การ์เดียนจึงดำเนินการปรับโฉมเว็บไซต์อยู่อย่างจริงจังในขณะนี้ อันเป็นการเน้นย้ำว่า เดอะ การ์เดียน ไม่เคยยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่และไม่มีงานใดที่ดีที่สุด มีแต่งานที่ดีกว่า ณ เวลานี้เท่านั้น

ยอดขายตกแค่เปลี่ยนรูปแบบก็เอาอยู่แล้วหรือ

ชีวิตคนทำงานตอนเช้าที่พยายามอ่านข่าวท่ามกลางความเบียดเสียดบนรถไฟฟ้าใต้ดินทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของหนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน ด้วยหน้ากระดาษที่เล็กลง เหมาะมือและการเล่าเรื่องด้วยภาพเพื่อประหยัดเวลาอ่าน การใส่ใจในการออกแบบที่ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นส่วนกระแสวงการและยังเปิดทางให้กับหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ ทำตาม

Zaha Hadid

ซาฮา ฮาดิด สตรีคนแรกที่ได้รับรางวัลพริทซ์เกอร์เพื่องานสถาปัตยกรรมอันทรงเกียรติเมื่อปี 2004 เธอมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติจากผลงานเชิงทฤษฎี วิชาการและสิ่งก่อสร้าง ฮาดิดสร้างชื่อเป็นครั้งแรกด้วยผลงานภาพถ่ายและภาพเขียนที่เด่นสะดุดตาซึ่งนำเสนอถึงการเปลี่ยนความคิดในการวาดเส้นทางสถาปัตยกรรมองค์ประกอบสำคัญประการที่สองในวิสัยทัศน์ของเธอได้แก่ การผสานลักษณะทางธรรมชาติของพื้นที่เข้ากับระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งชักนำให้ฮาดิดเข้าไปสัมผัสกับกระบวนทดลองสร้างงานช่วยวิดีโอ การสร้างภาพดิจิตอล และการทำหุ่นจำลองที่มักจะได้ผลลัพธ์เป็นรูปทรงทางสถาปัตยกรรมที่คาดไม่ถึงมาก่อน

โครงการล่าสุดของฮาดิดที่พึ่งเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 2006 ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เฟียโน เมืองวูลฟ์สเบิร์ก ประเทศเยอรมนี (Phaeno Science Center - Wolfsburg, Germany) โครงการนี้คือข้อพิสูจน์ของการแสวงหาพื้นที่ที่มีความซับซ้อน ทรงพลังและดูลื่นไหลของฮาดิดอย่างสมบูรณ์ที่สุด อดัมส์ คารา เทย์เลอร์ (เอเคที) รับหน้าที่ด้านเทคนิคโครงสร้างโดยทางอาคารนั้นถูกสร้างด้วยคอนกรีตทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อให้รูปทรงอันมโหฬารแปลกตาสามารถยืนอยู่บน “ขา” ทั้งสิบได้ ซึ่งองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างนี้ได้ผ่านการตรวจสอบทุกส่วนด้วยซอฟต์แวร์ก่อนเริ่มก่อสร้างทั้งหมด นวัตกรรมประการที่สองของโครงการคือการใช้คอนกรีตที่อัดแน่นด้วยตัวเองซึ่งอาศัยสารแต่งเติมทางเคมีเป็นตัวช่วยโดยไม่ต้องใช้แรงสั่นสะเทือนทำให้เอเคทีสามารถคำนวณสมรรถนะของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างได้แม่นยำขึ้นและเอื้อให้การออกแบบมีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย สำหรับเอเคทีนั้น มูลค่าเชิงพาณิชย์ของโครงการอย่างศูนย์วิทยาศาสตร์เฟียโนไม่ได้อยู่ที่ค่าจ้างออกแบบ แต่อยู่ที่ผลทางธุรกิจที่จะตามมาจากความสำเร็จในการทำโครงการที่หลายคนคิดว่าไม่สามารถสร้างได้จริงมากกว่า

Heatherwick Studio

“ลีโอนาร์โด ดาวินชีแห่งยุคใหม่” คือชื่อที่สถานีโทรทัศน์ บีบีซีขนานนาม โธมัส เฮทเธอร์วิค เจ้าของผลงานที่อธิบายการหลอมรวมงานประติมากรรมเข้ากับสถาปัตยกรรม การออกแบบและวิศวกรรม องค์ประกอบที่เด่นชัดของผลงานชื่อเสียงหลายชิ้น อาทิ บี ออฟ เดอะ แบง งานประติมากรรมที่สูงที่สุดในสหราชอาณาจักรซึ่งทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองมหกรรมกีฬาเครือจักรภพที่เมืองแมนเชสเตอร์และ อีสต์ บีช คาเฟ่ ร้านกาแฟริมทะเลทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษที่ออกแบบดูคล้ายถูกหุ้มเปลือกริบบิ้นโลหะ

แม้จะได้ชื่อว่าชอบเล่นกับรูปทรงและคุณสมบัติของวัสดุอย่างสุดขอบแต่เฮทเธอร์วิคก็สนใจในปัจจัยเชิงพาณิชย์ด้วย อย่างเช่น โครงการอสังหาริมทรัพย์แพดดิงตัน เบซิน เขาเข้าใจดีว่าสะพานที่ม้วนตัวได้อย่าง โรลลิ่งบริดจ์ ไม่เพียงแค่ข้ามได้จริงเท่านั้นแต่ต้องมีพลังดึงดูดคนให้มายังสถานที่ที่เพิ่งเปิดใหม่แห่งนี้ด้วย

หลังจากประสบความสำเร็จในการทำกระเป๋ารุ่น เฮทเธอร์วิค ฟอร์ ลองก์ชอมป์ ที่สามารถขยายความสูงได้โดยใช้ซิป ทางลองก์ชอมป์ได้ติดต่อให้เฮทเธอร์วิค สตูดิโอเป็นผู้ออกแบบร้านสาขาใหญ่ของโลก ที่นครนิวยอร์กซึ่งถือเป็นงานออกแบบพื้นที่ค้าปลีกงานแรกของเขาถึงแม้ที่ตั้งของร้านจะอยู่ในย่านทำเลแถบโซโห แต่ตัวร้านกับดูไม่โดดเด่นเนื่องจากอยู่บนชั้นสองที่มีเพียงทางเข้าเล็ก ๆ จากชั้นล่างติดถนนเท่านั้น เฮทเธอร์วิค สตูดิโอจึงหาหนทางแก้ไขด้วยการใช้แสงธรรมชาติ โดยการตัดช่องขนาดใหญ่ทะลุกลางตัวอาคารเพื่อดึงสายตาคนให้มองขึ้นด้านบน ทางเชื่อมสู่ชั้นสอง ไม่ใช่บันไดธรรมดาหรือแค่บันไดเลื่อน แต่ออกแบบพิเศษติดตั้งให้ลื่นไหลไปกับสภาพแวดล้อมภายในตัวร้าน บันไดนี้สร้างด้วยเหล็กรีดร้อนขนาด 1 นิ้วหนักถึง 55 ตันและใช้เวลาสร้างนานถึง 6 เดือน

SOHO’s Longchamp Store

เฮทเธอร์วิคชื่นชมลูกค้าของเขาว่ามีส่วนร่วมในความคิดสร้างสรรค์และให้นิยามความสัมพันธ์อันดีนี้ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันและกัน ไม่ใช่ความเป็นเอกเทศ เขากล่าวว่า “สิ่งที่น่าสนใจคือความรู้สึกที่ว่าเราเป็นเหมือนแขนขาของคนอื่นไม่ใช่เจ้าของความคิดที่ทำทุกอย่างโดยอิสระตามอำเภอใจ”

เฮทเธอร์วิคปฏิเสธว่าผลงานอันโดดเด่นของสตูดิโอ (ซึ่งดำเนินงานมาเป็นปีที่ 12 และมีพนักงาน 38 คน) เป็นผลมาจากโชคหรือไม่ก็อัจฉริยภาพทางการสร้างสรรค์อันไม่ธรรมดา เขายกความดีให้กับการทำงานหนักและความทุ่มเทในการแก้ไขงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ผมไม่คิดว่าเราเกิดมาฉลาดกว่าคนอื่น แต่เราไม่เคยขี้เกียจ เราใช้เวลามากมายไปกับปรับแต่งและย้อนกลับไปทำซ้ำจนกว่าจะได้งานที่ดี”

สะพานม้วนเพื่อชุมชน (Heatherwick’s Rolling Bridge)

อะไรคือสะพาน อะไรคือประติมากรรม ขีดจำกัดของการออกแบบอยู่ที่ไหน แล้วก่อสร้างอย่างไรถ้ามันไม่ “ธรรมดา” คำถามที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นสะพานไม้ค่อย ๆ ม้วนตัว โธมัส เฮทเทอร์วิค ตั้งใจให้ โรลลิ่ง บริดจ์ เป็นจุดขายของตึกเปิดใหม่ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอนในที่สุด ด้วยจิตสำนึกการออกแบบเพื่อคนหมู่มากที่สร้างคำถามสำคัญว่า มันเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดหรือไม่เมื่อได้มีโอกาสชื่นชมงานออกแบบร่วมกัน แทนที่จะอยู่ในมือของคนจ่ายเงินเพียงคนกลุ่มเดียว

Jamie Hewlett

เจมี่ ฮิวเล็ตต์ จบการศึกษาจากวิทยาลัยศิลปะเมื่อปี 1988 ซึ่งเป็นช่วงที่การ์ตูนกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง นิตยสารการ์ตูนไซไฟ 2000 เอดี ได้ขอให้เขาเสนอความคิดสำหรับการ์ตูนเรื่องใหม่ โดยหากเป็นไปได้ขอให้ตัวเอกเป็นผู้หญิง ฮิวเล็ตต์จึงเสนอตัวละครสาวเฮี้ยวชาวออสซี่ขี่รถถังนามว่า แทงค์ เกิร์ล ซึ่งได้กลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ในวัฒนธรรมป๊อปอย่างรวดเร็วจนมีการนำไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดเมื่อปี 1995 แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเมื่อนำออกฉาย จากประสบการณ์นี้ประกอบกับการรับงานอิสระให้นิตยสาร โทรทัศน์และบริษัทโฆษณาภายหลังจากที่ธุรกิจการ์ตูน “ล้มไม่เป็นท่า” ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ทำให้ฮิวเล็ตต์เชื่อว่า ถึงแม้เขาไม่รู้ชัดว่าจะใช้พรสวรรค์ของตัวเองไปในทางใดแต่ที่แน่ ๆ ต้องไม่ใช่ “งานของคนอื่น”

ในช่วงที่ฮิวเล็ตต์อยู่ร่วมอพาร์ตเมนท์เดียวกับนักดนตรีหนุ่มวง เบลอร์ เดมอน อัลบาร์น ทั้งคู่ “ดูเอ็มทีวีกันอย่างหนัก” และผลที่ได้คือวง กอริลลาซ วงดนตรีเสมือนจริงที่มีสมาชิกเป็นตัวการ์ตูนสี่ตัวออกแสดงในอินเทอร์เน็ตและมีซีดีเพลงออกจำหน่าย หลังจากช่วยกันพัฒนาแนวคิดนี้นานหกเดือน ทั้งสองได้นำกอริลลาซไปเสนอบริษัทแผ่นเสียงอีเอ็มไอ ฮิวเล็ตต์ยกความดีให้อีเอ็มไอที่ให้อิสระแก่พวกเขาเป็นอย่างมาก และย้ำว่าการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่จะมีค่าก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขเช่นนี้เท่านั้น

กอริลลาซออกแสดง “สด” เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2005 โดยฉายภาพขึ้นบนเวทีเอ็มทีวี อวอร์ดที่กรุงลิสบอน วงได้รับความนิยมมากทั้งในหมู่เด็ก ๆ วัย 7 ขวบและพ่อแม่ผู้ปกครอง ขณะนี้ฮิวเล็ตต์กำลังเขียน “อัตชีวประวัติ” ของวงความหนา 300 หน้า และเขากับอัลบาร์นก็ยังออกแบบและทำเพลงสำหรับอุปรากรที่สร้างจากตำนานเห้งเจียของจีนอีกด้วย เขาได้แรงบันดาลใจส่วนนึงจากวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ของประเทศอังกฤษที่เป็นต้นกำเนิดของภาพยนตร์อนิเมชั่น เดอะ เยลโลว์ ซับมารีน และอิทธิพลของยุคสมัยตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 ที่ดนตรีและทัศนศิลป์มาบรรจบกันซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังเติบโตพอดี

เมื่อได้พบกับข้อเสนอที่ “น่าดึงดูดใจ” จากบริษัทค้าปลีกที่ต้องการซื้อลิขสิทธิ์ยี่ห้อกอริลลาซไปใช้ในการค้าขาย ฮิวเล็ตต์รู้จักที่จะปฏิเสธ เพราะเขาเชื่อมั่นในความคิดที่ว่า คุณภาพเท่านั้นคือพลังที่แท้จริง “เมื่อคุณนำสิ่งดี ๆ ออกไปเสนอ คนจะเข้าใจได้ทันที”

จะทำยังไงถ้ามีแค่ฝันเป็นทุน

เมื่อนักวาดการ์ตูนอยากทำธุรกิจกับนักดนตรีแต่ไม่มีโอกาส การเสนอขายไอเดียกับบริษัทแผ่นเสียงยักษ์ใหญ่ที่ไม่ตีกรอบความคิดทำให้การออกแบบวงดนตรีที่สมาชิกเป็นเพียงตัวการ์ตูนกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ กอริลลาซ เปลี่ยนบทบาทของสื่อดิจิตอลที่เคยเป็นแค่เครื่องมือนำเสนอผลงานให้กลายเป็นตัวศิลปินเอง ผลงานอันดับท็อปเทนบิลบอร์ด ชาร์ตและยอดขายกว่าหกล้านแผ่นทั่วโลกนี้เกิดจากความคลั่งไคล้ของคนสองคนกับตัวการ์ตูน

Industrial Facility

จุดประสงค์หลักข้อหนึ่งในการออกมาเปิดสตูดิโอของแซม เฮคท์ และคิม โคลิน สองนักออกแบบผลิตภัณฑ์ผู้มีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบเป็นเวลาหลายปีก็คือ พวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงภาระการบริหารจัดการของบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อจะได้มีโอกาสทำงานสร้างสรรค์แท้ ๆ ที่ไม่ซ้ำแบบใคร มีความน่าสนใจและละเอียดประณีต

เอกลักษณ์ในฐานะนักออกแบบผลิตภัณฑ์ของทั้งสองมีที่มาจากการทำความเข้าใจคำสั่งโจทย์ของผู้ว่าจ้างด้วยการซักถามและตีความจนกระจ่าง ทำให้ทั้งสองเดินสวนทางกับวัฒนธรรม “การทำตามคำสั่ง” ที่เฮคท์รู้สึกว่ายังแพร่หลายอยู่ในวงการออกแบบผลิตภัณฑ์ วิธีการคิดเช่นนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกสนใจในความฉลาดและทักษะในการทำงานของพวกเขา ถึงแม้วิธีการทำงานแบบนี้จะก่อให้เกิดความขัดแย้งบ้างในบางครั้งแต่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและนักออกแบบแต่อย่างใด แต่กลับทำให้ทั้งสองได้รับคำเชิญในการร่วมทำงานวิจัยและโครงการเพื่อการศึกษาที่มีความซับซ้อนสูงหลายโครงการ อินดัสเตรียล ฟาซิลิตี มุ่งตอบโจทย์สำคัญต่าง ๆ เช่น การนำงานออกแบบไปใช้ในองค์กรภาคธุรกิจหรืออนาคตของชีวิตแบบดิจิตอล ซึ่งทำให้ทางสตูดิโอมีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามท้าทายต่อโครงสร้างและฐานรากทางธุรกิจของลูกค้าหลายราย

สิ่งที่อินดัสเตรียล ฟาซิลิตีสนใจมากที่สุดคืองานที่มีการผลิตเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ประสบความสำเร็จกับการผลิตงานจำนวนจำกัดที่ทำให้กับบริษัทขนาดเล็กด้วยเช่นกัน อาทิ “ชุดมีดไอเอฟ 4000” ของเทย์เลอร์ อายวิตเนสส์ บริษัทผลิตมีดและส้อมสัญชาติอังกฤษ เฮคท์ชื่นชมลูกค้าอย่าง แฮริสัน ฟิชเชอร์ บริษัทแม่ของเทย์เลอร์ อายวิตเนสส์ที่เห็นความสำคัญของการออกแบบมากจนยอมให้มีการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หลังจากนำออกวางตลาดแล้วแม้เป็นแค่เพียงการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม เช่น การปรับองศาของด้ามจับนิดหน่อยเพื่อให้จับสบายมือขึ้น หรือการเปลี่ยนสีและส่วนผสมของพลาสติกเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการใช้งาน เป็นต้น

IF4000

ลูกค้าของสตูดิโอมีตั้งแต่เอปสัน บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกไปจนถึงมูจิ แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคของญี่ปุ่นที่กำลังเติบโตในระดับนานาชาติและผู้ผลิตเหล็กกล้าขนาดเล็กอย่าง แฮริสัน ฟิชเชอร์ที่ต่างก็พอใจกับปรัชญาการทำงานของนักออกแบบคู่นี้ ของเล่นไม้ “ซับเบอร์เบียร์ อิน อะ แบก” คือผลงานชิ้นล่าสุดในซีรีย์ซิตี้ อิน อะ แบก ชุดของเล่นผู้ใหญ่แนวเสียดสีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทางสตูดิโอออกแบบให้กับมูจิ ซึ่งนับเป็นงานออกแบบที่แหวกแนวจากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีคนรู้จักมากกว่าแต่ก็มีจุดเด่นที่เหมือนกัน นั่นคือ วิธีการตัดทอนที่เยี่ยมยอดและรูปแบบอันเรียบง่ายที่พวกเขาบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของสไตล์ แต่เป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลมากกว่า

City-in-a bag toy series

Elay Kishimoto

ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ความสำเร็จของไลน์เสื้อผ้าที่ถูกลงของนักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหญ่ทำให้มาร์ก เอลีย์เดาว่าลูกค้าอาจจะสนใจแฟชั่นที่ใช้เส้นสายกราฟฟิกแรง ๆ และมีความงามแบบเสื้อผ้า ทำมืออย่างชัดเจน “ตอนที่เราเปิดตัวใหม่ ๆ มีการเล่นกับคำที่เป็นชื่อของเรา คนไม่รู้ว่าเราเป็นชาวญี่ปุ่น หรือเป็นบริษัทใหญ่ เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเราจงใจไม่ประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อจะใช้ประโยชน์จากการคาดเดานั้น” เมื่อสิ้นทศวรรษ เอลีย์ คิชิโมโตะ ก็ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทเสื้อผ้าวัยรุ่นที่มีการจัดจำหน่ายสินค้าอย่างกว้างขวางที่สุด

เมื่อเอลีย์ คิชิโมโตะเติบโตถึงจุดสูงสุดในปี 2003 ทำให้ทางบริษัทต้องจ้างคนอื่นในการรับหน้าที่ผลิตและจัดจำหน่ายเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาด แต่ขณะนี้เอลีย์ คิชิโมโตะกำลังปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อจะได้ไม่ต้องจ้างบริษัทข้างนอกมารับช่วงต่อ พร้อมกันนี้ยังดำเนินการจำหน่ายสิทธิ์การใช้เครื่องหมายการค้าของบริษัทผ่านบริษัทผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งเอลีย์ คิชิโมโตะเป็นผู้ถือหุ้นหนึ่งในสามราย โดยอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทโทรศัพท์ และบริษัทผลิตภัณฑ์ในบ้าน เหล่านี้เป็นธุรกิจได้รับอิทธิพลจากแฟชั่นแต่ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นโดยตรง

เสื้อผ้าสตรียังเป็นหัวใจของแบรนด์และเป็นสินค้าหลัก แต่เอลีย์ คิชิโมโตะก็รับให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าภายนอกเป็นประจำ “เรารู้มาตลอดว่าคนอื่นอยากได้อะไรจากการร่วมมือกับเรา ตราบใดที่เรายังทำงานสร้างสรรค์ของบริษัทให้บรรลุเป้าหมาย ทุกคนก็พอใจ” รถแข่งโฟล์คสวาเกน จีทีไอ จากฝีมือการออกแบบของเอลี่ คิชิโมโตะที่เป็น “โปรเจคท์ในฝัน” ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจของคอลเลคชั่นเสื้อผ้าบุรุษยี่ห้อแรกที่เปิดตัวในงานปารีสแฟชั่น วีค ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ปี 2006

ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มยังคงเป็นจุดมุ่งหมายหลักของทั้งสองคอลเลคชั่นประจำปีของเอลีย์ คิชิโมโตะโรงงานซึ่งอยู่ชั้นล่างเป็นหัวใจของสตูดิโอออกแบบเล็ก ๆ ที่มีพนักงาน 8 คน ทีมงานจึงสามารถผลิตเสื้อผ้าตัวอย่างได้อย่างรวดเร็วสามารถปรับเปลี่ยนเทคนิคการพิมพ์ลายผ้าและทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างอิสระ ซึ่งคงจะทำอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนไม่ได้หากต้องไปจ้างคนนอกทำ “การแบ่งงานให้คนอื่นทำนั้นทำได้ แต่ไม่ควรทำตัวห่างเหินเกินไป ก็เท่านั้น”

Shaun Leane

หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกงานทำทองแบบดั้งเดิม ช่างทองหนุ่ม ฌอน ลีน ก็ได้รับการทาบทามจากเพื่อนของเพื่อนให้ทำเครื่องประดับสำหรับแฟชั่นโชว์ของเขา คำทาบทามนั้นมากจาก อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน ซึ่งกำลังจะเปิดตัวผลงานคอลเลคชั่นปี 1992 ไฮแลนด์ เรป นับจากนั้นเป็นต้นมา ลีน และแม็คควีน ก็ได้ร่วมงานกันมาโดยตลอด และให้กำเนิดผลงานออกแบบเครื่องประดับที่แหวกแนวและสร้างชื่อให้แก่ทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเกราะเงินที่หุ้มลำตัวท่อนบน มงกุฎหนาม หอก เดือยแหลมและห่วงที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะของชนเผ่าพื้นเมือง

เครื่องประดับสำหรับแคตวอล์กต้องมีน้ำหนักเบาและไม่แพง ทำให้ลีนต้องเรียนรู้วิธีทำเครื่องเงินสำหรับงานแฟชั่นโชว์ด้วยตัวเองและด้วยทักษะที่เกิดขึ้นใหม่ผนวกกับสุนทรียศาสตร์จากการทำงานกับเครื่องประดับโบราณ และแนวทางการแสดงออกแบบเอ็กซ์เปรสชันนิสม์สุดขั้วของผลงานบนแคตวอล์กได้หลอมรวมกันเกิดเป็นคอลเลคชั่นเครื่องเงินนี้ได้เป็นแรงหนุนให้เขาทำคอลเลคชั่นเครื่องเพชรออกวางตลาดในปี 2005 โดยจำหน่ายไปแล้ว 400 ชิ้น ส่วนเครื่องประดับเงินมียอดจำหน่าย 4,000 ชิ้นต่อปี “คอลเลคชั่น ทรัยบัล เดโค” ของเขาผสมผสานความชื่นชมที่มีต่อรูปทรงเครื่องประดับยุคอาร์ต เดโคในทศวรรษ 1920 กับความหลงใหลในรูปทรงที่มีต้นกำเนิดจากอัฟริกา ผลงานทุกชิ้นของลีนมีเอกลักษณ์การผสมผสานประวัติศาสตร์นิยมเข้ากับด้านมืดและความน่าสะพึงกลัว ลีนทำสร้อยโชคเกอร์ โบว์ สำหรับแฟชั่นโชว์ของแม็คควีน เมื่อปี 2004 โดยได้แนวคิดมาจากภาพยนตร์ปี 1969 ของผู้กำกับซิดนีย์ พอลแล็คเรื่อง เดย์ ชูต เดอะ ฮอร์สเชส ดอนท์ เดย์

นอกจากคอลเลคชั่นของตัวเอง ลีนยังรับออกแบบเครื่องประดับตามสั่งและงานประดิษฐ์สำหรับใช้ในงานส่งเสริมภาพลักษณ์บริษัท สำหรับแบรนด์ข้ามชาติอย่าง บาคาร์ดิและโคคา-โคล่า เขาเข้าใจในความต้องการของตลาดนี้เป็นอย่างดี “แบรนด์เหล่านี้มีขึ้นเพื่อผู้บริโภคที่ต้องการสิ่งพิเศษไม่ซ้ำใครสำหรับโอกาสอันพิเศษ ซึ่งผมทำให้ได้” ทุกวันนี้เขายังทำเครื่องประดับสำหรับแฟชั่นโชว์ให้แก่แม็คควีนและสวารอฟสกี้เป็นประจำ “เขาปล่อยให้ผมระเบิดความคิดสร้างสรรค์ตามใจชอบ เมื่อเสร็จแล้วผมสามารถนำมาดัดแปลงให้เป็นงานเชิงพาณิชย์ได้”

Studio Myerscough

การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจถดถอยช่วงต้นทศวรรษ 1990 คือประสบการณ์ที่ส่งผลต่อโมแร็ก ไมเยอร์สคอฟห์ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอไมเยอร์คอฟห์เมื่อปี 1993 มากที่สุด “เดี๋ยวนี้ฉันไม่เคยคิดว่างานไหนไม่คู่ควรกับตัวเอง” แต่ถึงกระนั้น ในฐานะที่เป็นสตรีคนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนที่บริหารจัดการสตูดิโอของตัวเอง เธอก็เข้มงวดมากในการเลือกรับงาน การเป็นสตูดิโอขนาดเล็กเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เธอมีส่วนร่วมโดยตรงกับงานทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำตราสินค้าในเชิงพาณิชย์หรือการออกแบบนิทรรศการ

งานออกแบบนิทรรศการไม่ใช่งานที่ได้ค่าจ้างสูงสุด แต่มักจะเป็นงานที่ให้อิสระมากที่สุดและได้รับความสนใจสูงสุดในจำนวนงานที่ไมเยอร์สคอฟห์รับทำ นิทรรศการที่เธอออกแบบมักใช้กฎเดียวกันคือการใช้แบบอักษรเตะตาและสีที่แรง แต่ไมเยอร์สคอฟห์บอกว่าผลงานที่ดีที่สุดเป็นผลมาจากหัวข้อเรื่องที่ไม่ซ้ำใคร ตัวอย่างเช่น นิทรรศการผลงานของบริษัทสถาปนิกอาร์คิแกรมซึ่งมีวิสัยทัศน์โดดเด่นในทศวรรษ 1960 “ฉันอยากจะเติมเสน่ห์ให้กับตัวนิทรรศการโดยไม่ทำให้มันกลายเป็นนิทรรศการของฉัน” ความเคารพที่ไมเยอร์สคอฟห์มีต่อตัวงานสถาปัตยกรรมและวัสดุที่ใช้ก่อสร้างของบาร์บิแคน เซ็นเตอร์ (Barbican Centre) ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์นั้น เห็นได้ชัดผ่านรูปร่างตัวอักษรและตัวเลขขนาดยักษ์ที่เธอใช้ในการออกแบบป้ายอันใหม่ ซึ่งเป็นผลงานที่ทำร่วมกับบริษัทออกแบบกราฟิกคาร์ทลิดจ์ เลอวีนและบริษัทสถาปนิก เอเอชเอ็มเอ็ม

งานเชิงพาณิชย์ชิ้นใหญ่ที่สุดที่ไมเยอร์สคอฟห์เคยทำคืองานออกแบบให้กับเวดจ์วูด บริษัททำเครื่องถ้วยชามสำหรับโต๊ะอาหารแบบอังกฤษดั้งเดิม จอร์จินา ก็อดลีย์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของเวดจ์วูดมองว่างานออกแบบที่ไมเยอร์สคอฟห์เสนอสามารถใช้ได้กับแบรนด์เวดจ์วูดโดยรวม บรรจุภัณฑ์ใหม่ซึ่งตกแต่งด้วยลวดลายแจสเปอร์และลายดอกไม้แบบดั้งเดิมนั้นเป็นของที่น่ามีไว้ในครอบครองพอ ๆ กับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ภายใน

การเปลี่ยนบ้านของตัวเองมาเป็นร้านกึ่งแกลเลอรี่ชื่อ เฮอร์ เฮาส์ ที่เปิดบริการเมื่อปี 2002 เป็นจุดหักเหที่ทำให้ไมเยอร์สคอฟห์มีความมั่นใจในการทำงานมากขึ้นและช่วยให้เธอได้ทำงานใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน เมื่อเร็ว ๆ นี้ไมเยอร์สคอฟห์ได้ใช้ทักษะการตกแต่งภายในของตัวเองในการตกแต่งอพาร์ตเมนต์ตัวอย่างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เดอร์เวนท์ แวลลีย์ แนวทางสุนทรียะที่ไม่ซ้ำใครของเธอเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แฟลตในโครงการขายหมดอย่างรวดเร็ว “น่าปลื้มใจเมื่อสิ่งที่เราทำโดยธรรมชาติได้กลายเป็นบริการทางธุรกิจ”

Neutral

นิวทรัล บริษัทที่ปรึกษาด้านสื่อดิจิตอลก่อตั้งเมื่อปี 1998 โดย คริสเตียน เกรา และ ทาพิโอ สเนลล์แมน ซึ่งรู้จักกันระหว่างเรียนสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองที่สตุตการ์ทและกรุงลอนดอน ระหว่างที่ทั้งคู่ทำงานในโตเกียวก็เริ่มสนใจวิดีโอและภาพยนตร์แอนิเมชั่น จึงเริ่มผลิตภาพยนตร์สำรวจประสบการณ์ในเมือง ปี 2004 เกราและสเนลล์แมนร่วมกับนักออกแบบแฟชั่นฮุสเซน ชาลายัน ทำหนังแอนิเมชั่นเรื่อง เพลซ ทู พาสเสจ ซึ่งเป็นบันทึกการเดินทางผ่านภูมิทัศน์ของเมืองสมมุติ

ทั้งสองมองว่างานสถาปัตยกรรม “ในหลายด้านเป็นรูปแบบสร้างสรรค์ที่ขึ้นอยู่กับเวลา” พวกเขาจึงหันไปทำงานกับลูกค้าสถาปนิก เช่น เดวิด ชิปเปอร์ฟิลด์, ซาฮา ฮาดิด และ แฮร์ซอก แอนด์ เดอมิวรอนในการผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นนำเสนอรูปแบบอาคารและแผนแม่บทออกมาเป็นภาพ อาทิ สนามฟุตบอลอลิอันซ์ ในกรุงมิวนิคซึ่งแฮร์ซอก แอนด์ เดอมิวรอนเป็นผู้ออกแบบเมื่อปี 2002

ไม่ว่าจะเป็นงานของตัวเองหรืองานของลูกค้า แนวคิดที่ปรากฏบ่อยในงานของนิวทรัลสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับกระแสโลกาภิวัตน์ ความพลัดถิ่นทั้งในด้านกายภาพและวัฒนธรรมประเด็นทางชาติพันธุ์และความแปลกแยก หลังจากได้เห็นผลงานภาพยนตร์ที่นิวทรัลเริ่มริเริ่มทำขึ้นเอง สายการบินแห่งชาติลุฟทันซ่า แห่งประเทศเยอรมันก็ว่าจ้างให้เกรา และ สเนลล์แมนเป็นผู้ดำเนินงานการปรับโฉมและทำตราสินค้าใหม่ให้แก่ระบบความบันเทิงภายในเที่ยวบิน นิวทรัลเสนอว่าภาพยนตร์แนะนำรายการบันเทิงนานารูปแบบภายในระบบควรเสนอ “ภาพถ่ายโลกของเราตามความเป็นจริง” โดยการผลิตภาพยนตร์ดังกล่าวได้ใช้ภาพวิดีโอที่ทั้งสองถ่ายเองระหว่างการเดินทางรอบโลก ภาพยนตร์นี้เป็นไปตามมาตรฐานการทำตลาดที่ลูกค้ากำหนด แต่ในขณะเดียวกันก็มีเอกลักษณ์ของนิวทรัลปรากฏอยู่อย่างชัดเจน องค์ประกอบทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมและธรรมชาติทั้งที่มีอยู่จริงและจินตนาการผสมผสานกันเป็นภาพยนตร์ตัวอย่างที่แนะนำรายการอันหลากหลาย ตั้งแต่เพลงป๊อปภาษาอาหรับไปจนถึงรายงานข่าวการเงินนานาชาติโดยใช้ภาพที่เห็นแล้วจำได้ในทันทีเป็นตัวสื่อสาร

นิวทรัลเน้นว่างานที่ทำทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงทดลองต้องมีความต่อเนื่องไม่แยกจากกัน ความสัมพันธ์แบบพึ่งพานี้เห็นได้ชัดจากการที่ทั้งคู่ใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะผู้โดยสารที่ใช้บริการเครื่องบินบ่อยเป็นตัวกำหนดเรื่องราวในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรสเคป ซึ่งทำให้บริติช เคานซิลเมื่อปี 2005 ทำให้เกราและ สเนลล์แมนได้รับการว่าจ้างให้ทำงานศิลปะแบบการจัดวางจำนวนหกชิ้นสำหรับงานมหกรรมเวนิส เบียนนาเล ออฟ อาร์คิเต็คเจอร์ ครั้งที่ 10 ในปี 2006

Nexus

เน็กซัสเป็นบริษัทผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นในกรุงลอนดอน โปรดิวเซอร์ คริส โอไรลีย์ และ ชาร์ลอต บาวาสโซ ก่อตั้งเมื่อปี 1997 โดยรวมเอาหน้าที่ของเอเจนซี่ผลิตงานสร้างสรรค์ บริษัทผลิตภาพยนตร์ และสตูดิโอผลิตแอนิเมชันเข้าไว้ด้วยกัน เน็กซัสรับหน้าที่ผลิตงานให้แก่ยอดฝีมือด้านภาพเคลื่อนไหวกราฟฟิกและแอนิเมชั่นของโลกหลายคน ผลงานส่วนหนึ่งของบริษัทได้แก่ฉากเปิดตัวรายชื่อนักแสดงและทีมงานที่ได้รับรางวัลมากมายของภาพยนตร์เรื่อง แคช มี อีฟ ยู แคน กำกับโดยคุนท์เซล และเดย์กาส์ และมิวสิควิดีโอของฟรานซ์ เฟอร์ดินันด์ กำกับโดย โจนาส โอเดลล์ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่

ภาพยนตร์โฆษณาฮอนด้าเป็นผลงานการอำนวยการสร้างของเน็กซัสซึ่งกำกับโดยสมิธและฟอล์คส์ ศิษย์เก่ารอยัล คอลเลจ ออฟ อาร์ท ที่ทำงานร่วมกับเน็กซัสมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอดัม ฟอล์คส์และ อลัน สมิธยึดเอาเนื้อเพลงที่เด่นสะดุดหูและสะท้อนการมองโลกในแง่ดีซึ่งแต่งโดยบริษัทโฆษณาไวเดน แอนด์ เคนเนดี้เป็นจุดเริ่มต้นในการทำงาน “งานของเราคือการตีความเนื้อเพลงออกมาเป็นภาพและออกแบบโลกที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังในแง่บวก”

โอไรลีย์ยอมรับว่า “การทำโฆษณาน่าจะเป็นอาชีพที่ได้ชื่อว่ามีความขัดแย้งระหว่างศิลปะกับพาณิชย์สูงที่สุด” แต่เขารู้สึกว่าผลงานเชิงพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคืองานที่ให้โอกาสผู้กำกับนำงานส่วนตัวบางส่วนมาใช้ สมิธ และ ฟอล์คส์บอกว่าตนเองนั้น “เท่แต่มีความงี่เง่าในตัว” และอารมณ์ขันอบอุ่นในเพลงผนวกกับภาพแอนิเมชั่นที่ตื่นตาทำให้ทั้งคู่สามารถถ่ายทอดบุคลิกภาพของตัวเองลงในผลงานได้

ผลงานชิ้นนี้คว้ารางวัลจากเวทีการประกวดภาพยนตร์โฆษณาปีนั้นทุกเวที รวมทั้งรางวัลกรังด์ปรีซ์ที่เมืองคานส์และยังติดอันดับภาพยนตร์โฆษณาที่ได้รับรางวัลมากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการโฆษณาอีกด้วย ตัวการ์ตูนกระต่ายและอารมณ์ขันเพี้ยน ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังทำให้ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นส่วนสำคัญของเอกลักษณ์ทางการสร้างสรรค์ของผู้กำกับทั้งคู่

Penguin Books

ด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ในการที่จะเปลี่ยน “ผู้ยืมหนังสือมาเป็นผู้ซื้อหนังสือ” สำนักพิมพ์เพนกวินใช้กลยุทธ์เพื่อทำให้ถึงจุดหมายนั้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการออกแบบปกหนังสือและการตั้งราคาจำหน่ายแบบมิตรภาพเท่ากับบุหรี่หนึ่งซองที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็ซื้อหาได้ ทำให้จากหนังสือเล่มแรกจวบจนปัจจุบันเพนกวิน บุ๊คส์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์การออกแบบของอังกฤษไปเสียแล้ว

อัลเลน เลน ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์เพนกวินเกิดความคิดที่จะนำนวนิยายยุคคลาสสิกมาพิมพ์ใหม่ในรูปพ็อกเก็ตบุ๊คที่ออกแบบอย่างดี ขณะเขารอรถไฟที่สถานีแห่งหนึ่งโดยไม่มีอะไรอ่านและหาหนังสือที่น่าซื้อแทบไม่ได้ สำนักพิมพ์เพนกวินได้เปิดตัวเมื่อปี 1935 ด้วยนวนิยายหกเล่มจำหน่ายในราคาเพียงเล่มละหกชิลลิ่งเท่านั้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง รายการหนังสือของสำนักพิมพ์ก็ขยายครอบคลุมไปถึงงานศิลปะยุคโมเดิร์น ความคิดทางสังคมแนวก้าวหน้าและเทคโนโลยี

เพียร์สัน เครือสำนักพิมพ์นานาชาติเข้าซื้อกิจการเพนกวินบุ๊คส์เมื่อปี 1970 ทุกวันนี้สำนักพิมพ์เพนกวินมียอดขายกว่า 100 ล้านปอนด์ต่อปี สำนักงานใหญ่เพนกวินที่กรุงลอนดอนมีพนักงานหลายร้อยคนโดยแผนกศิลปกรรมและออกแบบมีพนักงานราว 12 คน จิม สต็อดดาร์ต หนึ่งในสองของผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์เพนกวินเชื่อว่าบริษัทของเขาดึงดูดคนที่เชื่อว่าควรทำให้งานเขียนดี ๆ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ซึ่งหลักการนี้ใช้ได้ดีในเชิงพาณิชย์ด้วย

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 เพนกวิน “พยายามจะทำตัวเหมือนสำนักพิมพ์ทั่วไป” แต่การเปลี่ยนทีมงานบริหารเมื่อปี 1997 เป็นสัญญาณให้เห็นว่าทางบริษัทพยายามให้ฝ่ายสร้างสรรค์เป็นผู้นำองค์กรอีกครั้งหนึ่งด้วยการสร้างแบรนด์เพนกวินขึ้นใหม่ให้เป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพ ปัจจุบันเพนกวินใช้กลยุทธ์นี้มาเกือบสิบปี สต็อดดาร์ดเล่าว่าแผนกศิลปกรรมมีความเชื่อมั่นที่จะรักษาจุดแข็งของแนวคิดทางการออกแบบที่ไม่ซ้ำใคร “ถ้าคุณเริ่มถูกที่การเข้าไปวุ่นวายกับงานออกแบบมักจะเป็นการกระทำที่ผิดพลาด”

เพนกวินได้เริ่มจัดพิมพ์หนังสือเล่มสั้น ๆ เพื่อจะได้ไปถึงมือคนจำนวนมากขึ้นเช่นเดียวกับสำนักพิมพ์อื่นอีกหลายแห่ง หนังสือชุดพ็อกเก็ต เพนกวินซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีของสำนักพิมพ์เมื่อปี 2005 นั้นประกอบด้วยรายการหนังสือที่เพนกวินเคยจัดพิมพ์ในอดีตและผลงานของนักเขียนใหม่ ๆ ตั้งแต่โฮเมอร์ สุดยอดกวีเอกไปจนถึงพ่อครัวคนดังแห่งยุค เจมี่ โอลิเวอร์ และยังคงสืบทอดเจตนารมณ์เดิมของผู้ก่อตั้งโดยจัดจำหน่ายในราคาเพียงเล่มละ 1.50 ปอนด์ ส่วนเอกลักษณ์ในด้านการออกแบบของสำนักพิมพ์ ศิลปินและนักแบบหลากหลายแนวได้รับข้อเสนอให้ออกแบบปกหนังสือคนละหนึ่งเล่มภายใน 7 วัน โดยมีค่าจ้างปกละ 70 ปอนด์ภายใต้ข้อแม้ว่า ชื่อหนังสือและชื่อผู้แต่งจะต้องออกแบบให้อ่านออกเท่านั้น

Rockstar Games

สองพี่น้อง แดน และแซม เฮาเซอร์, เทอร์รี่ โดโนแวน และเจมี่ คิง สี่หนุ่มชาวลอนดอนผู้เดินทางมาทำงานในนิวยอร์กร่วมกันก่อตั้งร็อคสตาร์เมื่อปี 1998 พวกเขาร่วมมือกับบริษัท ดีเอ็มเอ ดีไซน์ ผู้พัฒนาวิดีโอเกมในเมืองเอดินเบิร์กซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น ร็อคสตาร์ นอร์ธในการสร้างเกม แกรนด์ ตีฟ ออโต้ ที่ออกวางตลาดเมื่อปี 1999 และประสบความสำเร็จด้วยดี ร็อคสตาร์จึงมุ่งจับตลาดนานาชาติด้วยวิธีทาทายขนบธรรมเนียมเดิมของการเล่นเกมและผู้เล่นวิดีโอเกม

นักออกแบบกลุ่มนี้สังเกตว่าวิดีโอเกมส่วนมากค่อนข้างเชยทั้งเนื้อหาและวิธีการเล่น หากไม่ใช่เกมเลียนแบบกีฬา ก็เป็นเกมยิงปืนแบบเล่นคนเดียว เกมกลยุทธ์ หรือไม่ก็เกมสำหรับเด็ก ๆ ร็อคสตาร์จึงมีกลยุทธ์ในการออกแบบเกมให้เป็น “ความบันเทิงแบบมีปฏิสัมพันธ์” ที่ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นทั้งผู้เล่นและผู้สร้างสรรค์ และสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป็อบที่ครอบคลุมทั้งหนังสือ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และเพลง ซึ่งคนเล่นเกมของพวกเขาล้วนแต่อยู่ในวัยบรรลุนิติภาวะและมีความรอบรู้อย่างสูง

วิดีโอเกมในซีรีย์ใหม่สร้างด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนิยายอาชญากรรมประเภทเจ้าพ่อบู๊ล้างผลาญที่มีเมืองลอสแองเจลิสและไมอามี่เป็นฉากหลัง แต่ละเกมเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นท่ามกลางสิ่งแวดล้อมในเมืองที่ซับซ้อน รถยนต์ สถานที่และตัวละครที่ปรากฏในเกมล้วนแต่มีรายละเอียดครบครันเหมือนจริง จุดสำคัญคือเกมนี้เปิดโอกาสให้ผู้เล่นมีส่วนในการ “เลือก” และ “สำรวจ” เกมอย่างเต็มที่มากกว่าเกมแบบดั้งเดิม พัฒนาการทางเทคโนโลยีช่วยให้ร็อคสตาร์สามารถพัฒนาเกมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการปรับปรุงแต่ละครั้งมาคู่กับบทและการออกแบบที่ดีขึ้นเสมอ ส่วนการเลือกใช้ซาวด์แทรคที่คัดมาอย่างพิถีพิถันจากศิลปินเพลงแทนที่เอามาจากการมิกซ์เพลงอื่น ๆ รวมกัน หรือการใช้ดาราชั้นนำจากฮอลลีวูดมาพากย์เสียงตัวละครนั้นทำให้ฉากของเกมมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น

Grand Theft Auto ได้กลายเป็นกระแสความคลั่งไคล้และมีอิทธิพลอย่างมากต่อกลุ่มวัยรุ่นและพวกผู้ใหญ่ แกรนด์ ตีฟ ออโต้: ไวซ์ ซิตี้ ซึ่งมีเมืองไมอามี่เป็นฉากสำคัญที่วางจำหน่ายในปี 2002 ได้กลายเป็นวิดีโอเกมที่ขายดีที่สุดในโลกและได้รับคำชื่นชมอย่างมากมายส่วนลิเบอร์ตี้ ซิตี้ สตอรี่ส์ ซึ่งออกวางตลาดเมื่อปี 2005 เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อน แกรนด์ ตีฟ ออโต้ 3 ได้เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสำรวจเมืองได้กว้างขวางขึ้น โดยมีทั้งย่านเมืองใหม่ที่แต่งขึ้นเอง สังคมมาเฟีย รถยนต์หลากหลายรุ่น อากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ อีกทั้งยังสามารถเลือกเสื้อผ้าให้กับตัวละครได้อีกด้วย

TopShop

กางเกงใน 30 ตัวต่อนาที กางเกงยีนส์ 6,000 ตัวต่อวัน และรองเท้า 35,000 คู่ต่อสัปดาห์ คือยอดขายของสูงสุดร้านค้าปลีกผู้นำด้านแฟชั่น “ท็อปช๊อป” ที่มีกว่า 400 สาขาทั่วโลก

ท็อปช๊อปเป็นร้านค้าปลีกด้านเสื้อผ้าแฟชั่นที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาร้านที่ยังอยู่รอดจากยุคค้าปลีกเฟื่องที่ตามติดด้วยการเปิดกว้างของวงการแฟชั่นอังกฤษในทศวรรษ 1960 และ 1970 บริษัทอาร์คาเดีย กลุ่มค้าปลีกยักษ์ใหญ่ได้เข้ามาเป็นเจ้าของท็อปช๊อปมาตั้งแต่ปี 1964 แต่กุญแจสำคัญที่ทำให้ท็อปช๊อปอยู่รอดมาจนปัจจุบันคือการให้ความสำคัญต่องานออกแบบ ซึ่งทำให้ชื่อของท็อปช๊อปติดอยู่ในความสนใจของสื่อและหัวใจของผู้บริโภคทั่วไป

ท็อปช๊อปจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นสูงแต่ราคาย่อมเยาว์แก่วัยรุ่น คุณแม่วัยทำงาน และผู้หญิงกลุ่มอื่นอีกจำนวนหลายล้านคน ยูนีค คือแบรนด์หนึ่งในเครือท็อปช๊อปที่เป็นยี่ห้อราคาสูง (ชุดกระโปรงราคาราว 100 ปอนด์) ที่ทางบริษัทออกแบบเองและวางจำหน่ายในร้าน 20 สาขาจากทั้งหมด 300 สาขาทั่วสหราชอาณาจักรรวมทั้งในร้านชั้นนำอย่างโคแล็ตต์ในปารีส และ 10 คอร์โซ โคโมในมิลาน นอกจากนี้ท็อปช็อปยังให้การอุปถัมภ์แฟชั่นโชว์ของดีไซเนอร์ชื่อดังเพื่อแลกกับผลงานออกแบบในชื่อของดีไซเนอร์ผู้นั้นจำนวน 10 ชิ้น ตัวอย่างที่ผ่านมาได้แก่ ปีเตอร์ เจนเซ่น, เอ็มม่า คุก และล่าสุดคือนักออกแบบลายผ้าผู้เป็นตำนาน ซีเลีย เบิร์ตเวล

ท็อปช๊อปเป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการนิว เจนเนอเรชั่น และแฟชั่น อีสต์ ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่ในงานลอนดอน แฟชั่น วีค นอกจากนี้ท็อปช๊อปยังมีสัญญากับเจ้าของแฟรนไชส์ รัสเซียน ท็อปช๊อปว่าจะสนับสนุนผลงานออกแบบของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ชาวรัสเซีย การสนับสนุนงานออกแบบในลักษณะนี้เป็นค่าใช้จ่ายหลักในด้านการตลาดของบริษัท และสะท้อนปรัชญาที่เน้นการสร้างสรรค์ไม่ซ้ำแบบใคร เจน เชพเพิร์ดสัน ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแบรนด์ท็อปช๊อปจนถึงปี 2006 ตัดสินใจอย่างแน่วแน่เมื่อห้าปีก่อนว่าจะเลือก “เด่นด้วยผลงานออกแบบแทนที่จะเป็นความคุ้มค่าเงิน” ด้วยการวางนโยบายการเป็นผู้นำด้านแฟชั่นเพื่อจะทำให้ท็อปช๊อปแตกต่างจากคู่แข่งในวงการค้าปลีกสินค้าแฟชั่นรวมทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ตซึ่งทำกำไรต่อชิ้นได้มากกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ประเด็นการค้าขายอย่างเป็นธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมกลายเป็นวาระร้อนและท็อปช๊อปก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนั้นในการแสดงความโปร่งใสกับลูกค้า

สำหรับผลงานแคมเปญโฆษณาฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ปี 2006 ซึ่งถ่ายโดยช่างภาพชื่อดัง เปาโล รีเวอร์ซี นั้นได้นำท็อปช๊อปเข้าสู่โซน “ศิลปะ” ซึ่งปกติเป็นเขตแดนของยี่ห้อแฟชั่นใหญ่ ๆ เท่านั้น

“ของโหลมีดีไซน์ยังเป็นของโหลอยู่หรือเปล่า” เพื่อลบคำสบประมาทที่ว่าเป็นยี่ห้อโหลมีแต่ก็อปปี้คนอื่น ท็อปช๊อปหนึ่งในสามผู้นำแฟชั่นค้าปลีกอังกฤษตอบโต้กระแสด้วยการออกแบบเสื้อผ้าแบรนด์ใหม่ ยูนีค “เอกลักษณ์ หนึ่งไม่มีสอง” ของเสื้อผ้าค้าปลีกยี่ห้อแรกที่ได้ขึ้นโชว์บนเวทีลอนดอน แฟชั่น วีคจับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ต้องการแสดงตัวตนผ่านแฟชั่นแบรนด์ในราคาคนกินเงินเดือน

Ben Wilson เบน วิลสัน สามารถขายผลงานชิ้นแรกได้เมื่อปี 1995 ก่อนที่เขาจะเข้าเรียนหลักสูตรการออกแบบที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ด้วยซ้ำ ความหลงใหลในวัยเด็กทำให้เขาพยายามต่อจักรยานเลียนแบบจักรยานโหลดเตี้ยจากอเมริกาที่เขาชื่นชมแต่ไม่มีโอกาสได้ขี่

วิลสันเรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหาระหว่างที่เรียนปริญญาตรี แม้เขาจะรู้สึกอึดอัดกับหลักสูตรการเรียนของมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านฝีมือก็ตาม เพื่อนร่วมชั้นและช่างเทคนิคที่เขารู้จักระหว่างการเรียนต่อที่รอยัล คอลเลจ ออฟ อาร์ท (อาร์ซีเอ) คือ “พวกคนที่ชอบทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งและชำนาญเป็นพิเศษ” เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายที่เขาสามารถเรียกใช้ได้เมื่อต้องการสร้างของใหม่ ๆ

ระหว่างเรียนที่อาร์ซีเอ วิลสัน กับผู้กำกับไมค์ ฟิกกิส ร่วมกันพัฒนา ฟิก ริก โครงเหล็กทรงกลมที่ช่วยให้คนคนเดียวสามารถควบคุมกล้อง เสียง และแสงได้ในการถ่ายภาพยนตร์ด้วยกล้องมือถือ บริษัทแมนฟรอตโต ผู้ผลิตขาตั้งกล้องรายใหญ่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์และได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของฟิก ริกที่จะปฏิวัติวงการสร้างหนังอิสระ จึงรับเป็นผู้ผลิตฟิก ริกเพื่อวางจำหน่ายในตลาด

ในปัจจุบันวิลสันรับงานเป็นที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์ทางวิศวกรรมไปพร้อมกับพัฒนาผลงานที่เขาออกแบบเองและร่วมงานกับสตุตซีย์บริษัทผู้ผลิตสตรีทแวร์ ผลงานที่เขาทำให้สตุตซีย์มีทางที่ผลิตในจำนวนจำกัดและผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการขายและการตลาด อาทิ เก้าอี้พับเก็บได้รุ่น แชร์ฟิกซ์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวิลสัน และรถมอเตอร์ไซค์สกู๊ตเตอร์ “ฮอนด้า ซูมเมอร์” รุ่นจำนวนจำกัดที่ตกแต่งด้วยลวดลายแบบสเก็ตบอร์ดและจักรยาน

ทักษะการแก้ปัญหาผนวกกับความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมกลุ่มย่อยบนท้องถนนของวิลสันทำให้เขาได้รับข้อเสนอให้เป็นที่ปรึกษาของบริษัทต่าง ๆ อย่างมากมาย เขาตระหนักถึงคุณค่าของเวลาของตนและอธิบายว่าการรักษาสมดุลระหว่างความรักกับเงินตรานั้น “น่าจะเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ที่สุดที่นักออกแบบจะทำได้การที่คุณจะประสบความสำเร็จทางการเงินหรือไม่นั้นไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าที่ขายได้แต่ขึ้นอยู่กับการเจรจาตกลงมากกว่า”


Related To This Item

สื่ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง


You May Also Like

แนะนำสื่ออื่นๆ ที่น่าสนใจ


Your Recent Views

สื่ออื่นๆ ที่คุณเพิ่งดู