คอลัมน์ คิด Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทย ด้วยความคิดสร้างสรรค์
BY TCDC

|
ปีนี้จะทำอะไรกันดี ? คำถามนี้ถูกยกขึ้นเป็นประเด็นทุกครั้งในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ประเทศไทยใน ปี 2552 คงต้องรับบทหนักเป็นพิเศษเพราะต้องเจอทั้งปัจจัยภายนอกจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และปัจจัยภายในจากความวุ่นวายของการเมืองในขวบปีที่ผ่านมา
ในปีที่แล้ว green design (การออกแบบเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม) ถูกหยิบยกมาเป็นกลยุทธ์หลักอันหนึ่งในการแสวงหาข้อได้เปรียบเชิงพาณิชย์ของผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และเล็ก เช่น การออกแบรนด์ idea green ของกลุ่ม SCG กับการผลิตกระดาษโดยใช้นวัตกรรม ecofiber (นำเศษกระดาษขาวมาปรับปรุงสูตรจนสามารถใช้แทนต้นไม้) ซึ่งสามารถลดปริมาณการใช้ต้นไม้ได้ถึง 30% แคมเปญใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกก็ทำให้เกิดการผลิตถุงผ้าหลากดีไซน์วางขายกันเกลื่อน หรือแม้กระทั่งร้านน้ำผลไม้ปั่นเล็กๆ ชื่อ "อ้วนจัง" ก็ยังคิดค้นหูหิ้วแก้วมาแทนการใช้ถุงพลาสติก สามารถลดปริมาณการใช้พลาสติกไปได้กว่า 80% จากเดิม
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเราจะหยิบยก green design มาใช้เป็นจุดขายได้ตลอดไป เพราะ "green" กำลังจะเปลี่ยนสถานะจาก "ไอเดียทางการตลาด" ไปเป็น "ภาคบังคับทางการผลิต" ที่ทุกสินค้าและบริการต้องมีไว้เป็นพื้นฐานเศรษฐกิจที่เลวร้าย อาจทำให้อัตราว่างงานพุ่งสูงขึ้นกว่าล้านคนในปีนี้ คนว่างงานจะมีช่องทางการดำรงชีพต่อไปอย่างไร ผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่นกัน ในภาวะฝืดเคืองทั้งระบบเช่นนี้พวกเขาจะทำมาหากินและหากำไรจากอะไรได้บ้าง

|
ถ้าตำราแบรนดิ้งใช้ได้ในทุกสถานการณ์จริง คำว่า "เอกลักษณ์" ก็ยังเป็นหัวใจที่จะสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น และสร้างธุรกิจให้เข้มแข็งได้ ฉะนั้นในปี 2552 นี้การหาหนทางสร้างรายได้ "อย่างมีเอกลักษณ์" ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับต้นๆ
หาเอกลักษณ์จากไหน ? คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือจากเรื่องราวรอบตัวเรา จากภูมิปัญญาของครอบครัวหรือชุมชนของเรา เพราะวิถีของแต่ละท้องถิ่นน่าจะมีส่วนผสมและเรื่องเล่าให้นำมาเป็นเอกลักษณ์สร้างความโดดเด่น "เอกลักษณ์พื้นถิ่น" นั้นเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งที่บ้านเรามีเพียบ หาไม่ยาก แต่สิ่งสำคัญที่ขาดหายไป คือการนำเอกลักษณ์เหล่านั้นมาสร้างเป็นมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหรือบริการอย่างเต็มสูบ
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? อาจเป็นเพราะ "ความเป็นไทย" ถูกมองว่า "เชย" ในสายตาของคนไทยด้วยกันเอง จึงทำให้ผู้ประกอบการไทยหันไปลอกเลียน "เอกลักษณ์จากต่างประเทศ" แทนการพัฒนาสิ่งที่เรามีอยู่ในตัว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นสินค้าหน้าตาแบบเดียวกันหมด ไม่ว่าจะขึ้นเหนือ ล่องใต้ หรือเดินเล่นอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อตัวสินค้าและบริการไร้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะ ก็ยากที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มหรือกำไรในเชิงพาณิชย์
ปัญหานี้แก้ไขได้ด้วย "กระบวนการออกแบบ" ซึ่งเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาไทยเข้ากับสินค้าและบริการได้อย่างสร้างสรรค์ พลิกภาพลักษณ์ของ "ความเป็นไทย" ให้ดูฮิปทันสมัยขึ้น รวมทั้งปรับฟังก์ชั่นของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปได้ เช่น แบรนด์ "ระหว่าง ( ) ทาง" ที่นำเอกลักษณ์การแต่งกายของพี่น้องชาวอีสานมาประยุกต์ทำเป็นตุ๊กตาหน้าตาถูกใจวัยรุ่น กลายเป็นของที่ระลึกที่น่าสนใจในสายตานักท่องเที่ยว หรือ fusion food ที่ผสมผสานวัฒนธรรมของการเสิร์ฟอาหารแบบตะวันตกกับครัวไทยของบ้านเรา เช่น เมนูข้าวน้ำพริกปลาทูสูตรดั้งเดิมที่ทาง Greyhound Caf? ปรับภาพลักษณ์ใหม่ โดยการคลุกชิ้นเนื้อปลาทูเข้าไปอยู่ในน้ำพริกให้เสร็จสรรพ เสิร์ฟพร้อมแกงจืดหนึ่งถ้วย ทำให้อาหารบ้านๆ จานเดิมดูทันสมัยและเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองมากขึ้น
การนำสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบข้างต้นเป็นทางออกของการประกอบธุรกิจแบบง่ายๆ ใช้ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงใดๆ แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี ดูๆ แล้วน่าจะเหมาะสมที่สุดกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย (และของโลก) ในช่วงนี้ ถ้าต้องการตัวอย่างเพิ่มเติมขอแนะนำให้ชมรายการ สหเฮ็ด ทางช่อง ทีวีไทย (หรือ ITV เดิม) ออกอากาศใน วันอาทิตย์ เวลา 13.05-13.55 น. นำเสนอแนวคิดและวิธีการ "พลิก" "ปรับ" "เปลี่ยน" สิ่งของทั่วๆ ไปที่เราเห็นกันอยู่รอบตัวให้กลายเป็นนวัตกรรมสินค้าหรือบริการรูปแบบใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ที่สำคัญที่สุด "ไม่ยากและไม่แพง"
ที่มา : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02biz02090252&day=2009-02-09§ionid=0214
|