
บทนำ
เอกลักษณ์การแต่งกายในท้องถิ่นสะท้อนถึงภูมิปัญญา หลักการดำรงชีวิต และการเลือกสรรวัตถุดิบ ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมแห่งงานสร้างสรรค์ของพวกเขาเหล่านั้น
การนุ่งห่มผ้า แสดงให้เห็นถึงความคิดริเริ่มและการสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่มีจุดประสงค์หลัก คือ เพื่อปกปิดร่างกาย
วัฒนธรรมการนุ่งห่มของไทยที่ไม่มีการตัดเย็บสะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบเครื่องแต่งกายที่แยบยล ของคนสมัยก่อน เช่น การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้ผ้าเพียงผืนเดียวสามารถนำมา นุ่งห่ม จับ พับ จีบให้มีความเหมาะสม ต่อการดำรงชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณี
ผ้านุ่งที่ใช้สำหรับปกปิดร่างกายท่อนล่างของคนไทยสมัยโบราณทั้งชายและหญิง จะเป็นผ้าผืนสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชาวบ้านทั่วไปนุ่งผ้าพื้นสีเดียวหรือผ้าลาย และผู้มีฐานันดรสูงจะนุ่งผ้าเนื้อดีตามยศฐาบันดาศักดิ์ ส่วนพระ มหากษัตริย์พระราชินี นุ่งผ้าที่มีลวดลายเนื้อดีที่ทอขึ้นเป็นพิเศษ
การแต่งกายของไทยตั้งแต่โบราณได้มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับนับตามยุคตามสมัย แต่ละยุคสมัยล้วนมีรูปแบบ การแต่งกายที่เป็นของตนเอง ซึ่งไม่อาจสรุปได้ว่าแบบใดยุคใดจะดีกว่าหรือดีที่สุด เพราะวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม ล้วนต้องมีการปรับเปลี่ยนบูรณาการไปตามสิ่งแวดล้อมของสังคม ที่พอเหมาะพอควรสำหรับตน พอควรแก่โอกาส สถานที่และกาลเทศะ
การแต่งกายโดยทั่วไปในอดีตของไทย ทั้งชายและหญิงมีลักษะเด่น 3 ประการ คือ
1. เพื่อการใช้ประโยชน์
เครื่องนุ่งห่มของไทยนับตั้งแต่อดีต เน้นการใช้ประโยชน์ ทั้งในด้านความเหมาะสม การประหยัด และความคล่องตัว ดังเช่น สมัยอยุธยาสตรีไทย ตามปกตินิยมแต่งกายที่แสดงถึง ความนุ่มนวล สวยงามตาม แบบฉบับหญิงไทย แต่ครั้นปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาเกิดศึกสงครามกับพม่า สตรีไทยต้องออกศึกเยี่ยงกับชายไทย การแต่งกายจึงเปลี่ยน ไปเพื่อให้เหมาะสมกับบทบาทใหม่ที่เพิ่มขึ้น เช่น การห่มผ้าตะแบงมานเพื่อให้รัดกุม ไม่รุ่มร่าม คล่องตัวในการเคลื่อนไหวเวลาออกรบ
2. เพื่อความสวยงาม
การแต่งกายของสตรีไทยในอดีตบ่งบอกถึงวัฒนธรรมไทยและมีอัตลักษณะหรือแสดงความเป็นตัวตนที่ชัด เจน คือ ความละเอียดอ่อน
การแต่งกายในสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ 1-3 สตรีนิยมนุ่งผ้าจีบและห่มสไบเฉียง ต่อมาช่วงรัชกาลที่ 4-5 นิยมนุ่งผ้าโจงกระเบน ห่มสไบทับเสื้อแขนกระบอก สมัยรัชกาลที่ 6 นุ่งโจงกระเบนและนุ่งซิ่นก็มี แต่ในสมัยรัชกาลที่ 7 นุ่งซิ่นกันอย่างแพร่หลาย และใส่เสื้อตัวยาว ไม่นิยมโจงกระเบนเท่าใดนัก สมัยรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงออกแบบเครื่องแต่งกายที่ประยุกต์มาจากโบราณ แต่ยังคงแสดงออกถึงความเป็นไทย และทรงพระราชทานนามว่า “ชุดไทยพระราชนิยม”
3. เพื่อความเป็นสวัสดิมงคล
ตามความเชื่อเรื่องการเลือกสีสันของเสื้อผ้า เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ชีวิต หรือการเลือกใช้สีตามวัน สีเข้ม เช่น สีดำ ไม่นิยมใช้ในงานมงคล แต่นิยมใช้สีที่สดใสแทน หรือการเลือกใช้สีสดและเข้มสลับกัน เช่น ห่มผ้าท่อนบนสีหนึ่ง และนุ่งผ้าท่อนล่างอีกสีหนึ่ง
วิธีการนุ่งห่มผ้าของไทยแสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ในเชิง การออกแบบ นั่นก็คือ การนุ่งโจมกระเบนและห่มสไบ หรือห่มผ้าแถบคาดอก ผ้าที่มาใช้ในนุ่งโจงกระเบนและ ห่มสไบ หรือผ้าแถบก็ดี คือ การใช้ผ้าเพียงหนึ่งหรือสองผืนเท่านั้นไม่มีการตัดเย็บใดๆ เลย ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผืนหนึ่งปกปิดท่อนล่าง เรียกว่า “โจง” และผ้าอีกผืนหนึ่งห่มคาดอก ก็กลายเป็นเครื่องแต่งกายที่รัดกุมปกปิด ส่วนบนของร่างกาย
วิธีการนุ่งผ้าแบบต่างๆ
1. โจงกระเบน คือ การนุ่งผ้าที่มีขนาดยาวเท่ากับผ้าถุงสองผืน โดยทบชายทั้งสองเข้าด้วยกัน ม้วนและรั้งเหน็บ ไว้ที่ขอบเอวด้านหลัง มีลักษณะคล้ายกางเกงยาวคลุมเข่า
1.1 การนุ่งโจงกระเบนแบบทั่วไป
ใช้ผ้ายาวเท่ากับผ้าถุงสองผืน ความประมาณ 250 – 300 ซ.ม. (ขึ้นอยู่กับขนาดตัวของผู้ใส่)
- โอบกลางลำตัวดึงชายผ้าไปด้านหน้า
- ม้วนชายผ้าทั้งสองข้างหน้าเข้าหาตัวเหมือนงวงช้าง
- ตลบลวดหว่างขาไปเหน็บไว้ ที่เอวด้านหลัง ให้ความยาวระดับคลุมเข่า มัดรอบเอวด้วยผ้าหรือเข็มขัด
1.2 นุ่งจีบหางหงษ์
เป็นการนุ่งที่ใช้ในพิธีการหรือใช้นุ่งสำหรับตัวพระในการรำละคร
- จับชายผ้าทั้งสองข้างหน้า
- จับจีบทบเข้าหาตัว
- ตลบลอดหว่างขาไปเหน็บไว้ที่เอวด้านหลัง ดึงผ้าด้านหลังให้สูงรั้งขึ้น
- แล้วปล่อยจีบให้ห้อยลงระดับเข่า
- มัดรอบเอวด้วยผ้าหรือเข็มขัด
1.3 นุ่งจีบ
ใช้นุ่งทั่วไป หรือเมื่อต้องการความเป็นพิธีการ หรือไปงานต่างๆ
- จับชายผ้าด้านหน้าให้เท่ากันแล้วทบเป็นจีบเข้าหาตัวหลายๆ ชั้น
- ตลบลอดหว่างขาไปเหน็บไว้ที่เอวด้านหลัง ให้ความยาวโจงกระเบน อยู่ระดับคลุมเข่า มัดรอบเอวด้วยผ้าหรือเข็มขัด
1.4 นุ่งหยักรั้ง
เป็นการนุ่งเมื่อเวลาต้องการ ความคล่องตัว หรือเวลาทำงาน
- นุ่งแบบโจงกระเบน โดยม้วนชายผ้าทั้งสองข้างหน้าเข้าหาตัวเหมือนงวงช้าง
- ตลบลวดหว่างขาไปเหน็บ ไว้ที่เอวด้านหลัง ให้ความยาวระดับสั้นเหนือเข่า มัดรอบเอวด้วยผ้าหรือเข็มขัด
1.5 โจงปล่อยชายจับจีบหน้านาง
- โอบผ้ารอบลำตัว แล้วมัดที่เอวให้แน่น จับชายผ้าด้านหนึ่งม้วนคล้ายงวงช้าง
- ตลบลอดหว่างขา นำไปเหน็บเก็บที่เอวด้านหลัง
- จับชายผ้าอีกด้านหนึ่งพับเป็นจีบใหญ่ๆ สลับไปมาจนชิดเอว
- เหน็บเก็บลงที่เอวด้านหน้า ปล่อยชายผ้าให้เสมอกัน
1.6 โจงปล่อยชายหางไหล
- นุ่งเหมือนกับโจงปล่อยชายจับจีบหน้านาง แต่ปล่อยผ้าด้านหน้าที่จีบประมาณ 3-4 จีบ ให้ห้อยลง แล้วเหน็บเก็บลงที่เอวด้านหน้า
2. เกี้ยว คือ วิธีการนุ่งผ้าสมัยโบราณใช้ผ้านุ่งผืนเล็กนุ่งทับผ้านุ่งผืนใหญ่เพื่อความสวยงาม
เกี้ยวผ้า คือ การพันผ้าผืนเล็กรอบเอวแล้วเกี่ยวหรือเหน็บกับเอว วิธีการนุ่งเกี้ยวบางแบบนั้น คาดผ้าลงมา ถึงสะโพกเหมือนการคาดผ้าเพื่อให้มั่นคง
สำหรับบุคคลชั้นสูง การนุ่งเกี้ยวผ้ามักใช้ในพิธีการ หรือพระราชพิธีต่างๆ ส่วนบุคคลทั่วไปบางครั้งใช้ในฤดู เทศกาลงานพิธีในเวลาที่ชาวบ้านมาพบปะกัน เช่น พิธีทางพุทธศาสนาซึ่งจัดขึ้นที่วัด
2.1 นุ่งเกี้ยวเกไล
- ใช้ผ้าสองผืน ผืนหนึ่งนุ่งโจงกระเบน ให้ความยาวอยู่ระดับคลุมเข่า ใช้ผ้าทางยาวอีกผืนหนึ่ง สำหรับคาดเอว ด้านหลังให้ทับขอบโจงกระเบน
- ด้านหน้ารวบเข้าหากันแล้วผูกเงื่อน
- ทิ้งชายข้างหนึ่งปล่อยยาวลงไป ส่วนชายอีกข้างหนึ่งให้อยู่ในระดับเสมอเงื่อน
- กลับทบชายขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอว ดูแล้วคล้ายกับมีกระเป๋าห้อยที่หน้าขา
2.2 นุ่งเกี้ยวยัญพัด
- ใช้ผ้าสองผืน ผืนหนึ่งนุ่งโจงกระเบน ให้ความยาวอยู่ระดับคลุมเข่า ใช้ผ้าทางยาวอีกผืนหนึ่งสำหรับคาดเอวด้านหลังให้ทับขอบโจงกระเบน
- โอบรอบเอว นำชายผ้าทั้งสองมาทบกันด้านหน้า ชายหนึ่งทบมาข้างหน้าชายที่ลอดลัดขึ้นไป
- ตวัดชายด้านบนทบลงมาให้ ขัดกันไว้พออยู่ ปล่อยชายที่เหลือให้ห้อยมาด้านหน้า
2.3 นุ่งเกี้ยวกระหวัดจำ
- ใช้ผ้าสองผืน ผืนหนึ่งนุ่งโจงกระเบน ให้ความยาวอยู่ระดับคลุมเข่า ใช้ผ้าทางยาวอีกผืนหนึ่ง โอบรอบเอวให้ชายผ้าด้านหน้าเสมอกัน
- ทบผ้าด้านหน้าให้ขัดกันสองครั้ง
- แล้วปล่อยชายทั้งสองห้อยลงมาที่หน้าขา
2.4 นุ่งเกี้ยวพันทนำ
- ใช้ผ้าสองผืน ผืนหนึ่งนุ่งโจงกระเบน ให้ความยาวอยู่ระดับคลุมเข่าใช้ผ้าทางยาวอีกผืนหนึ่ง โอบรอบเอว ให้ชายผ้าด้านหน้าเสมอกัน
- ห้อยชายลงมาแล้วพันเอวสองรอบ ขัดชายไว้
- ขัดชายให้เหมือนเข้าตะกรุดเบ็ด
- ดึงชายผ้าทั้งสองแล้วปล่อยชายลงทั้งสองด้าน
3. ซิ่น คือ ผ้านุ่งสำหรับผู้หญิงที่เย็บเป็นถุง มีขนาดสั้นยาว และกว้างแคบต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดผู้นุ่ง ใช้นุ่งอยู่บ้านหรือในโอกาสต่างๆ ถ้าในงานพิธีที่เป็นทางการจะใช้ผ้าซิ่นที่ทอด้วยไหม
3.1 การนุ่งซิ่นแบบทั่วไป
- นุ่งผ้าโดยให้ลำตัวอยู่กลางผ้าถุง
- จับชายผ้าทบจากซ้ายไปขวาหรือจากขาวไปซ้ายตามถนัด
- เหน็บชายพกไว้ที่เอวแล้วจัดให้ตีนซิ่นหรือส่วนปลายด้านล่างเสมอกัน
3.2 นุ่งซิ่นไทโซ่ง
เป็นการนุ่งผ้าซิ่นของชาวไทโซ่งที่ มีความคล่องตัวเพราะชายผ้าด้านหน้าซ้อนกัน และแยกออกเวลาเดิน
- นุ่งผ้าโดยให้ลำตัวอยู่กลางผ้าถุง กางซิ่นออก
- แล้วดึงชายผ้าทั้งสองออกพับทบเข้าหาเอวคาดด้วยผ้าคาดเอว หรือเข็มขัด หรือมัดชายทั้งสองข้างเข้าหากัน แล้วม้วนปลายเหน็บไว้ที่เอว
3.3 ผ้าหน้านาง
คือ ผ้าผืนยาวประมาณ 300 ซ.ม กว้าง 90 ซ.ม ใช้นุ่งแบบหน้านาง
- นุ่งผ้าหน้านาง ใช้นุ่งทั่วไปสำหรับผู้หญิง
- โอบผ้าจากด้านหลังอ้อมตัวมาข้างหน้า
- จับชายผ้าทั้งสองชายพับทบกลับไปมาให้เสมอกัน
- พับเข้าหาลำตัวจนชิดเอว ใช้เข็มขัดหรือผ้าคาดไม่ให้หลุด
3.4 นุ่งลอยชาย
ใช้นุ่งเมื่อเวลาอยู่บ้านไม่ต้องทำงาน และจะนุ่งผ้าลอยชายหรือนุ่งโสร่งมีผ้าคาดพุงในฤดูเทศกาล งานพิธี
- จับชายผ้าด้านหน้าทั้งสองรวบเข้าหากันแบบง่ายๆ
- แล้วตลบลอดหว่างขาไปเหน็บที่เอวด้านหลัง
- มัดบิดแล้วตลบเหน็บที่รอบเอว
3.5 นุ่งมโนราห์
คือ การนุ่งแบบจีบหน้านาง แต่จับจีบที่ชายผ้าทั้งสองข้างทบเข้าหากันตรงกลางพุง นิยมนุ่งในการรำละคร
- ใช้ผ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าผ้าถุงสองผืนโอบกลางลำตัวด้านหลัง
- พับจีบที่ชายผ้าทั้งด้านซ้ายและขวา เข้าหากึ่งกลางลำตัว
- จับชายผ้าที่พับเป็นจีบแล้วนำมาทบซ้อนกันที่พุงด้านหน้า
- มัดรอบเอวด้วยผ้าหรือเข็มขัด
4. ผ้าแถบ คือ ผ้าผืนยาวหน้าแคบไม่ได้เย็บให้เป็นเสื้อผ้า ใช้พันรอบอกเพื่อปกปิดท่อนบน สำหรับหญิง สามัญชนทั่วไปห่มผ้าแถบเวลาอยู่บ้าน
4.1 ห่มผ้าแถบ
- จับผ้าแนวยาวนำผ้าพันรอบอก ปล่อยชายด้านซ้ายยาวด้านขวาชิดอก
- โอบชายผ้าด้านซ้ายให้รอบอก จนชายผ้าทั้งสองชนกันแล้วปล่อยชายทั้งสองข้างห้อยที่ด้านข้าง หรือห่มเฉียงไหล่ปล่อยชายผ้าให้อยู่ด้านหน้า
4.2 ตะแบงมานหรือตะเบ็งมาน คือ การแต่งกายของหญิงที่มีลักษณะทะมัดทะแมง มีความคล่องตัวมักใส่เวลาทำงานหรือในการออกศึก
- ใช้ผ้าแถบโอบกลางลำตัวด้านหน้า ให้ชายผ้าทั้งสองเสมอกันอ้อมไปด้านหลัง
- ไขว้ผ้าขัดกัน ด้านหลังเป็นรูปกากบาท ตลบกลับมาด้านหน้า
- เบี่ยงผ้าจากไหล่ทั้งสองลงมาตรงหน้าอก
- หันผ้าให้ขัดกันเป็นกากบาท สอดชายผ้าทั้งสองข้างอ้อมตัว แล้วไขว้ผูกไว้ที่ต้นคอด้านหลัง
5. สไบ คือ ผ้าหน้าแคบผืนยาว สำหรับผู้หญิงใช้คาดอก หรือห่มเฉียงไหล่ สตรีชาวบ้านทั่วไป ห่มสไบเวลาออก งานพิธีต่างๆ หรืองานทางพุทธศานา ซึ่งจัดขึ้นที่วัดอันเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน ชุมชน ในเวลาที่ชาวบ้านมาพบปะกัน การแต่งกายจึงเรียบร้อยพิถีพิถันขึ้น
ห่มสไบเฉียง
- ห่มผ้าสไบรอบลำตัว โดยให้ด้านหนึ่งสั้น ด้านหนึ่งยาวกว่า
- ตลบชายผ้าด้านที่ยาวให้เฉียงไปทางบ่าด้านตรงกันข้าม แล้วปล่อยทิ้งชายย้อยไปด้านหลัง
|